เริ่มเข้าใกล้กระแสฟุตบอลโลก เยอรมนี 2006 เข้าไปทุกขณะ ถึงแม้จะมีการจัดจัดการแข่งขันรอบสุดท้ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 มิถุนายน - 9 กรกฎาคม ปีหน้าก็เถอะ แต่เราก็เกือบจะได้ทีมที่จะไปโม่แข้งกันเกินครึ่งแล้ว
สรุป 24 ทีมผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2006 รอบสุดท้าย...
จากโควตาทั้งหมด 32 ทีม หลังผ่านพ้นการแข่งขันรอบคัดเลือกเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมาก็ได้ 24 ทีม เข้าไปโม่แข้งรอบสุดท้ายที่เยอรมัน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แบ่งออกเป็นแต่ละโซนดังนี้
โซนยุโรป (8 ทีม) : เยอรมัน (เจ้าภาพ), ยูเครน, เนเธอร์แลนด์, อังกฤษ, โปแลนด์, อิตาลี, โปรตุเกส, โครเอเชีย
(หมายเหตุ : เหลือโควตาอีก 6 ทีม ซึ่งก็รวมไปถึงทีมที่จะมาเพลย์ออฟกัน 3 คู่ ด้วยกัน)
โซนแอฟริกา (5 ทีม) : อังโกลา, ไอวอรี่ โคสต์, กานา, โตโก, ตูนิเซีย
โซนอเมริกาใต้ (4 ทีม) : อาร์เจนติน่า, บราซิล (แชมป์เก่า), เอกวาดอร์, ปารากวัย
(หมายเหตุ : ทีมอันดับ 5 จะต้องไปเพลย์ออฟกับ ออสเตรเลีย แชมป์โซนโอเชียเนีย)
โซนเอเชีย (4 ทีม) : ญี่ปุ่น, อิหร่าน, เกาหลีใต้, ซาอุดิอาระเบีย
(หมายเหตุ : เหลือโควตาอีก 1 ทีม โดยผู้ชนะเพลย์ออฟระหว่าง อุซเบกิซสถาน กับ บาห์เรน จะต้องไปเพลย์ออฟอีกครั้งกับทีมอันดับ 4 จากโซนคอนคาเคฟ)
โซนคอนคาเคฟ (3 ทีม) : เม็กซิโก, สหรัฐอเมริกา, คอสตาริกา
(หมายเหตุ : ทีมอันดับ 4 จะต้องไปเพลย์ออฟกับตัวแทนจากโซนเอเชีย)
...
ตารางการแข่งขัน (ล่วงหน้า) ที่ยังไม่ได้ระบุว่าใครพบกับใคร สามารถดาวน์โหลดได้แล้วเช่นกัน คลิกที่นี่ (.pdf)
...
ตํานานโทรฟี่ฟุตบอลโลก
ความเป็นมาของถ้วยฟุตบอลโลกที่นับเป็นแรงบันดาลใจให้นักเตะทีมต่างๆ ต่อสู้เพื่อพิสูจน์ฝีมือและศักดิ์ศรีของประเทศนั้นมีด้วยกันสองรุ่น โดยรุ่นล่าสุดนี้เป็นถ้วยรางวัลที่มีน้ําหนักถึง 4,970 กรัม ทําด้วยทองแท้ 18 กะรัต สูง 36 เซนติเมตร เรียกว่า
ถ้วยฟีฟ่าเวิลด์คัพ (FIFA World Cup Trophy) ออกแบบโดยประติมากรรมชาวอิตาเลียน ซิลวิโอ กาซซานิก้า ในปีค.ศ.1971 โดยเส้นของรูปปั้นบิดขึ้นมาจากฐานเป็นรูปนักกีฬาสองคนยืนหันหลังยกโลก ดูมีพลังเคลื่อนไหวในตัวเพื่อเป็นจังหวะแห่งการ
ฉลองชัยชนะ 
ถ้วยเวิลด์คัพใบนี้เริ่มใช้ครั้งแรกในการแข่งขันปีค.ศ.1974 ที่ประเทศเยอรมนีเป็นเจ้าภาพ และเยอรมนีก็คว้าถ้วยใบนี้สําเร็จครอบครองไว้นาน 4 ปี จากนั้นจึงลงไปอยู่อเมริกาใต้ แล้วกลับขึ้นมายุโรป สลับกัน 2 ทวีป อย่างนี้ในทุก 4 ปี เพราะประเทศที่ได้แชมป์จากเยอรมนีก็คือ อาร์เจนตินา (1978) อิตาลี (1982) เยอรมนี (1990) แล้วก็ล่าสุดคือบราซิล (1994)
แต่ถ้วยฟีฟ่าไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง เพราะฟีฟ่า หรือสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ ถือว่าถ้วยนี้จะต้องอยู่ถาวรกับฟีฟ่า ผู้ชนะจะได้รับถ้วยจําลองที่ทําจากทองผสม ส่วนที่ฐานซึ่งมีแหวนคาดสองเส้น มีพื้นที่ไว้สลักชื่อผู้ชนะ 17 ช่อง ซึ่งเมื่อถึงปีค.ศ.2038 ชื่อก็จะเต็มช่องเหล่านี้ จากนั้นจะทําอย่างไรต่อไป ฟีฟ่าก็คงต้องปรึกษากัน 
สําหรับถ้วยเดิมชื่อถ้วยจูลส์ ริเมต์ ซึ่งเป็นชื่อของประธานฟีฟ่าชาวฝรั่งเศสที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรกสําเร็จในปีค.ศ.1930 ถ้วยแรกทําจากเงินและทองหนัก 3.8 กิโลกรัม สูง 38 เซนติเมตร ฐานทําด้วยหินล้ําค่าสีฟ้า หรือไพฑูรย์ (Lapislazule) เป็นรูปเทพธิดาแห่งชัยชนะ (Goddess of Victory) ตรงเหลี่ยม 4 ด้านของฐาน สลักชื่อประเทศที่ได้แชมป์ที่ 9 ราย ชื่อนับตั้งแต่ปี 1930-1970
ถ้วยจูลส์ ริเมต์ หายไปถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกในปีค.ศ.1966 ช่วงที่อังกฤษได้แชมป์ มีคนมาพบว่าถูกฝังอยู่ที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง โดยฝีมือการดมหาของเจ้าสุนัขตัวเล็กชื่อพิกเกิ้ลส์ แต่ถ้วยมาหายจริงๆในปีค.ศ.1983 ช่วงบราซิลได้สิทธิ์ครอบครองถ้วยนี้อย่างถาวร หลังจากคว้าแชมป์ 3 สมัยได้สําเร็จ โดยขโมยมือดีฉกจากที่เก็บในนครริโอเดอจาเนโร
ข้อมูลจาก ตํานานโทรฟี่ฟุตบอลโลก จากจูลส์ ริเมต์ ถึงฟีฟ่า เวิลด์คัพ
...
ความตื่นตัวเรื่องบอลโลก
ด้านเจ้าภาพ/ผู้จัด ตอนนี้ได้มีการจัดทำ FIFA World Cup Germany 2006 Official Website, Official Partner by Yahoo! สามารถเข้าไปดูความเคลื่อนไหวอย่างเป็นทางการได้ที่ www.fifaworldcup.com มีให้เลือกอ่านตามความถนัดถึง 4 ภาษาหลัก ในนั้นจะมีข่าวสาร/ ล่าสุด/ บทความวิเคราะห์ทีมที่เข้าร่วมการแข่งขัน/ ภาพ/ วิดีโอ/ น่าสนใจอีกเพียบ ว่างๆ ก็ลองเข้าไปชมกันนะครับ
ส่วนด้านสื่อของไทยก็เริ่มต้นกับกระแสฟุตบอลโลกแล้ว เช่นผู้จัดการ ก็เริ่มจัดกิจกรรมเล่นเกมชิงตั๋วเข้าชม และอื่นๆ เข้าไปอ่านข้อมูลได้ที่ www.manager.co.th/worldcup/
...
คราวหน้าจะเอาเรื่องตัวนำโชว์ (Mascot) เอามาให้อ่านกันเล่นๆ :D
Permanent Link: Poakpong's Blog [www.poakpong.com/513]
Submitted by toytoy on 2549-04-29 07:55:03 (IP: 203.118.93.xxx)
Haha
POAKPONG.com,
Update to 2008.
This work is licensed under a Creative Commons Attribution 3.0 License.
เนื้อหา ข้อความ ความเชื่อ ในเว็บไซต์นี้ เป็นความคิดเห็นของผู้เขียน ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน และคิดหาเหตุผลเพิ่มเติมด้วยตัวเอง รวมทั้งรูปภาพ ภาษา ซึ่งอาจไม่ถูกต้องตามหลักภาษา ผู้อ่านต้องใช้วิจารณญาณเช่นกัน