17 พฤศจิกายน 2548 18:52 น.
ศาลแพ่งสั่งห้ามเครือผู้จัดการพาดพิงทักษิณ หลังทนายยื่นฟ้องเสียหายพันล้าน ขณะที่สนธิลั่นตายเป็นตาย
วานนี้ (17) ศาลแพ่ง ได้มีคำสั่งห้าม บริษัท ไทยเดย์ เจ้าของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และเจ้าของเวบไซต์เมเนเจอร์ดอทคอม จำหน่ายวีซีดีรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ซึ่งดำเนินรายการโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และน.ส.สโรชา พรอุดมศักดิ์ ที่มีเนื้อหาพาดพิงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งห้ามมิให้เวบไซต์เมเนเจอร์ดอทคอม เผยแพร่เนื้อหา ภาพและเสียง ที่มีการพาดพิงพ..ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ทนายนายกฯฟ้องพันล้าน
ที่ศาลแพ่ง เวลา 16.00 น. นายธนา เบญจาธิกุล ทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ให้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และผู้ดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ พร้อมพวกรวม 10 คน อีก 1 คดี โดยอ้างว่าการดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ของนายสนธิ ครั้งที่ 1, 3, 4, 5 และ 7 ได้พูดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นความผิดฐานละเมิด เรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 1,000 ล้านบาท
นอกจากนั้น นายธนายังได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอคุ้มครองชั่วคราว รวม 3 ข้อ คือ (1.ห้ามเผยแพร่วีดีซีรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ครั้งที่ 1, 3, 4, 5 และ 7 (2.ห้ามเผยแพร่ข้อความหรือข่าว อันเป็นการพาดพิงโจทก์ในทางที่เสียหายลงในเว็บไซต์แมเนเจอร์ ออนไลน์ และ 3. ห้ามจำเลยทั้ง 10 คน พูดในทางที่โจทก์เสียหาย
อย่างไรก็ตาม สำหรับคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว หลังศาลพิจารณาแล้วจึงมีคำสั่งอนุญาตตามที่โจทก์ร้องขอ
ด้าน นายธนา เบญจาธิกุล ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ โดยระบุเพียงสั้นๆ ว่าจะแถลงข่าวในวันพรุ่งนี้ เวลา 09.30 น.ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก
ส่วนรายละเอียดสำเนาคำฟ้อง และคำสั่งศาลคุ้มครองชั่วคราวจะนำเสนอให้ทราบต่อไป
ที่ศาลแพ่ง เวลา 16.00 น. นายธนา เบญจาธิกุล ทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ให้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และผู้ดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ พร้อมพวกรวม 10 คน อีก 1 คดี โดยอ้างว่าการดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ของนายสนธิ ครั้งที่ 1, 3, 4, 5 และ 7 ได้พูดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นความผิดฐานละเมิด เรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 1,000 ล้านบาท
นอกจากนั้น นายธนายังได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอคุ้มครองชั่วคราว รวม 3 ข้อ คือ (1.ห้ามเผยแพร่วีดีซีรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ครั้งที่ 1, 3, 4, 5 และ 7 (2.ห้ามเผยแพร่ข้อความหรือข่าว อันเป็นการพาดพิงโจทก์ในทางที่เสียหายลงในเว็บไซต์แมเนเจอร์ ออนไลน์ และ 3. ห้ามจำเลยทั้ง 10 คน พูดในทางที่โจทก์เสียหาย
อย่างไรก็ตาม สำหรับคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว หลังศาลพิจารณาแล้วจึงมีคำสั่งอนุญาตตามที่โจทก์ร้องขอ
ด้าน นายธนา เบญจาธิกุล ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ โดยระบุเพียงสั้นๆ ว่าจะแถลงข่าวในวันพรุ่งนี้ เวลา 09.30 น.ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก
ส่วนรายละเอียดสำเนาคำฟ้อง และคำสั่งศาลคุ้มครองชั่วคราวจะนำเสนอให้ทราบต่อไป
...
สนธิลั่นตายเป็นตาย
ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) 17พ.ย.- เมื่อเวลา 16.00 น.นายสนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าของรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ บรรยายพิเศษเรื่อง “ก้าวต่อไปของสื่อมวลชนเมื่อต้องการท้าทายกับอำนาจทางการเมือง” ว่า ที่ตนต้องออกมาต่อสู้เพราะต้องการให้สังคมเป็นสังคมอุดมปัญญาอย่างแท้จริง มีเสรีภาพ มีการไหลเวียนของข่าวสาร แต่เวลานี้สังคมกำลังถูกกำหนดให้รับรู้ข่าวสารเพียงด้านเดียว
เปรียบเสมือนรัฐบาลสร้างถนนที่มีรั้วกั้น พอใครจะสร้างถนนอีกเส้นหนึ่งก็ถูกกีดกันพร้อมกับบังคับให้ทุกคนต้องมาวิ่งบนถนนเส้นเดียว ซึ่งลักษณะนี้ไม่เป็นผลดีต่อรากฐานสังคมในอนาคต สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก่อให้เกิดกระบวนการรลุแก่อำนาจ ทำให้สื่อไม่เสนอข่าวสารอื่นนอกจากรัฐบาล เมื่อรายการเมืองไทยรายสัปดาห์วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างเข้าถึง จนรัฐบาลไม่สามารถตอบได้จึงเป็นที่มาของการถอดรายการเมื่องไทยรายสัปดาห์ออกจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 9
รัฐบาลตัดสินใจผิดพลาด
“วันนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างยิ่งและไม่ฉลาดของรัฐบาล เมื่อปิดแล้วตนทำรายการเมืองไทยสัญจร ด้วยความที่คนไทยเป็นคนขี้สงสารและชอบเชียร์มวยรอง จึงมีการเดินทางจากทุกสารทิศเพื่อเข้ามารับฟัง แต่ขณะนี้แทนที่รัฐบาลจะตอบหรือแก้ไขในสิ่งที่ผมพูดกับพยายามที่จะปิดหนทางไม่ให้ประชาชนรับรู้ข่าวสาร โดยให้อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ทำหนังสือไปยังเคเบิลทีวีต่างจังหวัดห้ามเผยแพร่รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ รวมถึงให้สันติบาลไปคอยตรวจสอบตามต่างจังหวัดว่าประชาชนคิดเห็นอย่างไรกับรัฐบาลหลังจากฟังรายการนี้แล้ว ตรงนี้เป็นที่มาของการที่รัฐไปกว้านซื้อซีดีเมืองไทยรายสัปดาห์จนขาดตลาด ผมจึงเปิดให้มีการก๊อปปี้ฟรี” นายสนธิ กล่าว
นอกจากนี้ ล่าสุดยังมีความพยายามที่จะปิดเวปไซต์โดยให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กำหนดระเบียบขึ้นมา สิ่งเหล่านี้คือคำตอบว่าทำไมองค์กรสื่อโลกจึงจัดสื่อไทยให้ต่ำกว่าเขมร ขบวนการปิดกั้นสื่อในปัจจุบันเลวร้ายกว่ารัฐบาลเผด็จการ รัฐบาลใช้ 375 เสียงสร้างความชอบธรรมในสภา แล้วใช้จำนวนเสียงไปแทรกแซงวุฒิสภา เพื่อให้ตัวเองสามารถส่งคนเข้าไปเป็นกรรมการในองค์กรอิสระ เวลานี้ก็ทราบว่ามีการล็อกสเปกเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) ไว้เรียบร้อยแล้ว
"ผมลุกขึ้นมาต่อสู้ เพื่อแสวงหาความจริงทำให้กับสังคมเพื่อให้คนรุ่นลูกหลานได้เติบโตไป อย่างชนิดที่จะไปทำธุรกิจอะไรไม่ต้องไปเลียแข้งเลียขาคนใหญ่โตในรัฐบาล ผมไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง งานนี้ผมเดินหน้าลูกเดียว ถ้ารัฐบาลใจกว้างก็ให้มาสู้กันด้วยปัญญาไม่ใช่ท็อปบู๊ตเอาสันติบาลมาเดินตาม เอาระเบิดมาขว้าง ผมก็ทำหน้าที่สื่อของผมๆ ต้องการเป็นแค่ยาม แล้วเมื่อเรื่องจบ ผมไม่ต้องการที่จะมีตำแหน่งหน้าที่อะไร” นายสนธิ กล่าว
สิทธิประชาธิปไตยไม่ใช่หย่อนบัตรเลือกตั้ง
นายสนธิ ยังกล่าวถึงกรณีที่สื่ออื่นๆ ไม่ออกมาเคลื่อนไหวด้วยว่า ในทุกสังคมต้องมีคนตายคนแรกก่อน แล้วคนอื่นถึงจะตาสว่าง ตนยืนยันว่าสิ่งที่ทำไม่ต้องการมีชื่อเสียง เมื่อเรื่องจบก็จะล้างมือกลับไปทำงานหนังสือพิมพ์เหมือนเดิม จะเจอกันใหม่เมื่อมีวิกฤติ แต่ก็ไม่อยากให้ประชาชนดูถูกพลังของตัวเองและคิดว่าประชาธิปไตยมีอยู่ในมือของเขาเพียงช่วงการหย่อนบัตรเลือกตั้ง ถ้าทุกคนรู้จักปกป้องสิทธิต่อไปเมื่อมีวิกฤติเขาจะรู้สึกว่านายสนธิได้เคยออกมาจุดเทียนไว้แล้วเขาจะปกป้องสิทธิของตัวเอง
“ผลสำรวจเอแบคโพลล์ที่ออกมาว่าประชาชนร้อยละ 41 ยังชอบนายกฯ ผมขอท้าให้มาเจอกัน มาสวนกันเลย ผมจะถามให้นายกฯตอบ เรื่องนโยบาย ผลประโยชน์ทับซ้อน สวนสัตว์ไนท์ซาฟารี โรงงานยาสูบที่เชียงใหม่ การบินไทยกับแอร์เอเชีย แต่เชื่อนายกฯไม่กล้า เพราะถ้าถ่ายทอดสด ประชาชนร้อยละ 81 จะเชื่อผม ขณะที่ร้อยละ19 จะเชื่อนายกฯ” นายสนธิ กล่าวและว่า
สภาพบ้านเมืองขณะนี้เห็นว่าจำเป็นที่จะต้องแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งสามารถทำโดยสันติวิธีได้คือ 1.ส.ส.เข้าชื่อกัน 100 คน แต่ต้องได้รับความร่วมมือจากพรรคไทยรักไทย 2.ประชาชน 5 หมื่นชื่อเข้าชื่อกันแล้วยื่นให้พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ขอให้ช่วย โดยสิ่งที่ควรแก้คือ 1.ให้สว.ร้อยละ 70 มาจากการแต่งตั้ง 2.ผู้สมัครส.ส.จะสังกัดหรือไม่สังกัดพรรคการเมืองก็ได้ และ 3.ส.ส.ไม่จำเป็นต้องจบปริญญาตรี
รัฐบาลบีบบังคับให้เป็นผู้นำม๊อบ
ผู้ดำเนินรายการได้ถามนายสนธิว่า ถ้ามีการปิดเคเบิล วิทยุชุมชน รวมทั้งเวปไซต์ของผู้จัดการ จะทำอย่างไร นายสนธิ กล่าวว่า “คิดว่ารัฐบาลกำลังบีบบังคับให้ผมเป็นผู้นำม็อบไปโดยปริยาย ถ้าปิดกั้นกันทุกทางจริง พรุ่งนี้คนเป็นแสนแน่นอน ซึ่งผมไม่ต้องการ ผมยืนในจุดที่เชื่อว่าถ้ามีเสรีภาพข่าวสาร ผมจะทำหน้าที่ต่อไป แต่เมื่อใดที่ผมถูกปิดกั้นกลุ่มแรกที่จะออกมาฟ้องคือพนักงานบริษัท และเชื่อว่าประชาชนเป็นแสนจะออกมา
เพราะฉะนั้นรัฐบาลอย่าโง่ อย่าบังคับให้ผมเป็นผู้นำม็อบและผมไม่ต้องการเป็นวีรบุรุษ ผมเป็นคนที่กลัวมาก ขนาดแค่หมอจะฉีดยายังร้องโวยวาย แต่อย่าลืมว่าคนที่กลัวมากๆ เมื่อถึงจุดหนึ่งมันก็ต้องกล้า เมื่อกล้าแล้วจะไม่กลัวอะไรอีก วันนี้ถ้าผมถอยตัวผมไม่เป็นไรแต่ลูกชายอายุ 30 กว่าจะยืนในสังคมไม่ได้ พนักงานในบริษัทจะอับอายขายหน้าเขาจะไม่กล้าพูดว่าเขาทำงานกับผมและเขาจะบอกว่าผมขี้ขลาดตาขาว ฉะนั้นผมอยากบอกกะเลวกะราดเลยว่าผมสู้ตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง ตายเป็นตาย อย่าประเมินว่าผมกลัวคุณเท่านั้นแหล่ะ” นายสนธิ กล่าว
กทช.สั่งปิดเวบไซต์ผู้จัดการพรุ่งนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเสวนาครั้งนี้ได้รับความสนใจเข้าฟังจากนักศึกษาและประชาชนจำนวนมาก จนเต็มความจุของห้องประชุม โดยหน้าห้องประชุมได้มีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอาวุธก่อนเข้าฟัง ขณะที่นายสนธิเดินทางมาร่วมงานพร้อมตำรวจกองปราบปรามนอกเครื่องแบบ 2 นายคอยติดตาม นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ทหารตามประกบนายสนธิทุกฝีก้าวด้วย
รายงานข่าวจากสำนักข่าวผู้จัดการออนไลน์ แจ้งว่า จากกรณีที่นายสนธิเปิดเผยว่ามีความพยายามจะปิดเว็ปไซต์ข่าวผู้จัดการออนไลน์นั้น ล่าสุดในวันพรุ่งนี้ (18 พ.ย.) กทช. จะสั่งปิดเว็ปไซต์ดังกล่าวตามคำสั่งของรัฐบาลทันที
ขอบคุณ ข่าวจากเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ
คลิกเพื่อดูรูป(snapshot) แถลงการณ์เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ (270kb)
- 
> Join the Blue Ribbon Online Free Speech Campaign!
Permanent Link: Poakpong's Blog [www.poakpong.com/540]
POAKPONG.com,
Update to 2008.
This work is licensed under a Creative Commons Attribution 3.0 License.
เนื้อหา ข้อความ ความเชื่อ ในเว็บไซต์นี้ เป็นความคิดเห็นของผู้เขียน ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน และคิดหาเหตุผลเพิ่มเติมด้วยตัวเอง รวมทั้งรูปภาพ ภาษา ซึ่งอาจไม่ถูกต้องตามหลักภาษา ผู้อ่านต้องใช้วิจารณญาณเช่นกัน