Jump to: navigation, Search
Poakpong.com ปกป้อง ดอมคอม Life is random

ศาลแพ่งสั่งห้ามผู้จัดการ พาดพิงนายกฯ - สนธิลั่น ตายเป็นตาย

17 พฤศจิกายน 2548 18:52 น.

ศาลแพ่งสั่งห้ามเครือผู้จัดการพาดพิงทักษิณ หลังทนายยื่นฟ้องเสียหายพันล้าน ขณะที่สนธิลั่นตายเป็นตาย

วานนี้ (17) ศาลแพ่ง ได้มีคำสั่งห้าม บริษัท ไทยเดย์ เจ้าของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และเจ้าของเวบไซต์เมเนเจอร์ดอทคอม จำหน่ายวีซีดีรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ซึ่งดำเนินรายการโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และน.ส.สโรชา พรอุดมศักดิ์ ที่มีเนื้อหาพาดพิงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งห้ามมิให้เวบไซต์เมเนเจอร์ดอทคอม เผยแพร่เนื้อหา ภาพและเสียง ที่มีการพาดพิงพ..ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ทนายนายกฯฟ้องพันล้าน

ที่ศาลแพ่ง เวลา 16.00 น. นายธนา เบญจาธิกุล ทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ให้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และผู้ดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ พร้อมพวกรวม 10 คน อีก 1 คดี โดยอ้างว่าการดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ของนายสนธิ ครั้งที่ 1, 3, 4, 5 และ 7 ได้พูดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นความผิดฐานละเมิด เรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 1,000 ล้านบาท

นอกจากนั้น นายธนายังได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอคุ้มครองชั่วคราว รวม 3 ข้อ คือ (1.ห้ามเผยแพร่วีดีซีรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ครั้งที่ 1, 3, 4, 5 และ 7 (2.ห้ามเผยแพร่ข้อความหรือข่าว อันเป็นการพาดพิงโจทก์ในทางที่เสียหายลงในเว็บไซต์แมเนเจอร์ ออนไลน์ และ 3. ห้ามจำเลยทั้ง 10 คน พูดในทางที่โจทก์เสียหาย

อย่างไรก็ตาม สำหรับคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว หลังศาลพิจารณาแล้วจึงมีคำสั่งอนุญาตตามที่โจทก์ร้องขอ

ด้าน นายธนา เบญจาธิกุล ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ โดยระบุเพียงสั้นๆ ว่าจะแถลงข่าวในวันพรุ่งนี้ เวลา 09.30 น.ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก

ส่วนรายละเอียดสำเนาคำฟ้อง และคำสั่งศาลคุ้มครองชั่วคราวจะนำเสนอให้ทราบต่อไป
ที่ศาลแพ่ง เวลา 16.00 น. นายธนา เบญจาธิกุล ทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ให้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และผู้ดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ พร้อมพวกรวม 10 คน อีก 1 คดี โดยอ้างว่าการดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ของนายสนธิ ครั้งที่ 1, 3, 4, 5 และ 7 ได้พูดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นความผิดฐานละเมิด เรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 1,000 ล้านบาท

นอกจากนั้น นายธนายังได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอคุ้มครองชั่วคราว รวม 3 ข้อ คือ (1.ห้ามเผยแพร่วีดีซีรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ครั้งที่ 1, 3, 4, 5 และ 7 (2.ห้ามเผยแพร่ข้อความหรือข่าว อันเป็นการพาดพิงโจทก์ในทางที่เสียหายลงในเว็บไซต์แมเนเจอร์ ออนไลน์ และ 3. ห้ามจำเลยทั้ง 10 คน พูดในทางที่โจทก์เสียหาย

อย่างไรก็ตาม สำหรับคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว หลังศาลพิจารณาแล้วจึงมีคำสั่งอนุญาตตามที่โจทก์ร้องขอ

ด้าน นายธนา เบญจาธิกุล ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ โดยระบุเพียงสั้นๆ ว่าจะแถลงข่าวในวันพรุ่งนี้ เวลา 09.30 น.ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก

ส่วนรายละเอียดสำเนาคำฟ้อง และคำสั่งศาลคุ้มครองชั่วคราวจะนำเสนอให้ทราบต่อไป

...

สนธิลั่นตายเป็นตาย

ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) 17พ.ย.- เมื่อเวลา 16.00 น.นายสนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าของรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ บรรยายพิเศษเรื่อง “ก้าวต่อไปของสื่อมวลชนเมื่อต้องการท้าทายกับอำนาจทางการเมือง” ว่า ที่ตนต้องออกมาต่อสู้เพราะต้องการให้สังคมเป็นสังคมอุดมปัญญาอย่างแท้จริง มีเสรีภาพ มีการไหลเวียนของข่าวสาร แต่เวลานี้สังคมกำลังถูกกำหนดให้รับรู้ข่าวสารเพียงด้านเดียว

เปรียบเสมือนรัฐบาลสร้างถนนที่มีรั้วกั้น พอใครจะสร้างถนนอีกเส้นหนึ่งก็ถูกกีดกันพร้อมกับบังคับให้ทุกคนต้องมาวิ่งบนถนนเส้นเดียว ซึ่งลักษณะนี้ไม่เป็นผลดีต่อรากฐานสังคมในอนาคต สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก่อให้เกิดกระบวนการรลุแก่อำนาจ ทำให้สื่อไม่เสนอข่าวสารอื่นนอกจากรัฐบาล เมื่อรายการเมืองไทยรายสัปดาห์วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างเข้าถึง จนรัฐบาลไม่สามารถตอบได้จึงเป็นที่มาของการถอดรายการเมื่องไทยรายสัปดาห์ออกจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 9

รัฐบาลตัดสินใจผิดพลาด

“วันนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างยิ่งและไม่ฉลาดของรัฐบาล เมื่อปิดแล้วตนทำรายการเมืองไทยสัญจร ด้วยความที่คนไทยเป็นคนขี้สงสารและชอบเชียร์มวยรอง จึงมีการเดินทางจากทุกสารทิศเพื่อเข้ามารับฟัง แต่ขณะนี้แทนที่รัฐบาลจะตอบหรือแก้ไขในสิ่งที่ผมพูดกับพยายามที่จะปิดหนทางไม่ให้ประชาชนรับรู้ข่าวสาร โดยให้อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ทำหนังสือไปยังเคเบิลทีวีต่างจังหวัดห้ามเผยแพร่รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ รวมถึงให้สันติบาลไปคอยตรวจสอบตามต่างจังหวัดว่าประชาชนคิดเห็นอย่างไรกับรัฐบาลหลังจากฟังรายการนี้แล้ว ตรงนี้เป็นที่มาของการที่รัฐไปกว้านซื้อซีดีเมืองไทยรายสัปดาห์จนขาดตลาด ผมจึงเปิดให้มีการก๊อปปี้ฟรี” นายสนธิ กล่าว

นอกจากนี้ ล่าสุดยังมีความพยายามที่จะปิดเวปไซต์โดยให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กำหนดระเบียบขึ้นมา สิ่งเหล่านี้คือคำตอบว่าทำไมองค์กรสื่อโลกจึงจัดสื่อไทยให้ต่ำกว่าเขมร ขบวนการปิดกั้นสื่อในปัจจุบันเลวร้ายกว่ารัฐบาลเผด็จการ รัฐบาลใช้ 375 เสียงสร้างความชอบธรรมในสภา แล้วใช้จำนวนเสียงไปแทรกแซงวุฒิสภา เพื่อให้ตัวเองสามารถส่งคนเข้าไปเป็นกรรมการในองค์กรอิสระ เวลานี้ก็ทราบว่ามีการล็อกสเปกเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) ไว้เรียบร้อยแล้ว

"ผมลุกขึ้นมาต่อสู้ เพื่อแสวงหาความจริงทำให้กับสังคมเพื่อให้คนรุ่นลูกหลานได้เติบโตไป อย่างชนิดที่จะไปทำธุรกิจอะไรไม่ต้องไปเลียแข้งเลียขาคนใหญ่โตในรัฐบาล ผมไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง งานนี้ผมเดินหน้าลูกเดียว ถ้ารัฐบาลใจกว้างก็ให้มาสู้กันด้วยปัญญาไม่ใช่ท็อปบู๊ตเอาสันติบาลมาเดินตาม เอาระเบิดมาขว้าง ผมก็ทำหน้าที่สื่อของผมๆ ต้องการเป็นแค่ยาม แล้วเมื่อเรื่องจบ ผมไม่ต้องการที่จะมีตำแหน่งหน้าที่อะไร” นายสนธิ กล่าว

สิทธิประชาธิปไตยไม่ใช่หย่อนบัตรเลือกตั้ง

นายสนธิ ยังกล่าวถึงกรณีที่สื่ออื่นๆ ไม่ออกมาเคลื่อนไหวด้วยว่า ในทุกสังคมต้องมีคนตายคนแรกก่อน แล้วคนอื่นถึงจะตาสว่าง ตนยืนยันว่าสิ่งที่ทำไม่ต้องการมีชื่อเสียง เมื่อเรื่องจบก็จะล้างมือกลับไปทำงานหนังสือพิมพ์เหมือนเดิม จะเจอกันใหม่เมื่อมีวิกฤติ แต่ก็ไม่อยากให้ประชาชนดูถูกพลังของตัวเองและคิดว่าประชาธิปไตยมีอยู่ในมือของเขาเพียงช่วงการหย่อนบัตรเลือกตั้ง ถ้าทุกคนรู้จักปกป้องสิทธิต่อไปเมื่อมีวิกฤติเขาจะรู้สึกว่านายสนธิได้เคยออกมาจุดเทียนไว้แล้วเขาจะปกป้องสิทธิของตัวเอง

“ผลสำรวจเอแบคโพลล์ที่ออกมาว่าประชาชนร้อยละ 41 ยังชอบนายกฯ ผมขอท้าให้มาเจอกัน มาสวนกันเลย ผมจะถามให้นายกฯตอบ เรื่องนโยบาย ผลประโยชน์ทับซ้อน สวนสัตว์ไนท์ซาฟารี โรงงานยาสูบที่เชียงใหม่ การบินไทยกับแอร์เอเชีย แต่เชื่อนายกฯไม่กล้า เพราะถ้าถ่ายทอดสด ประชาชนร้อยละ 81 จะเชื่อผม ขณะที่ร้อยละ19 จะเชื่อนายกฯ” นายสนธิ กล่าวและว่า

สภาพบ้านเมืองขณะนี้เห็นว่าจำเป็นที่จะต้องแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งสามารถทำโดยสันติวิธีได้คือ 1.ส.ส.เข้าชื่อกัน 100 คน แต่ต้องได้รับความร่วมมือจากพรรคไทยรักไทย 2.ประชาชน 5 หมื่นชื่อเข้าชื่อกันแล้วยื่นให้พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ขอให้ช่วย โดยสิ่งที่ควรแก้คือ 1.ให้สว.ร้อยละ 70 มาจากการแต่งตั้ง 2.ผู้สมัครส.ส.จะสังกัดหรือไม่สังกัดพรรคการเมืองก็ได้ และ 3.ส.ส.ไม่จำเป็นต้องจบปริญญาตรี

รัฐบาลบีบบังคับให้เป็นผู้นำม๊อบ

ผู้ดำเนินรายการได้ถามนายสนธิว่า ถ้ามีการปิดเคเบิล วิทยุชุมชน รวมทั้งเวปไซต์ของผู้จัดการ จะทำอย่างไร นายสนธิ กล่าวว่า “คิดว่ารัฐบาลกำลังบีบบังคับให้ผมเป็นผู้นำม็อบไปโดยปริยาย ถ้าปิดกั้นกันทุกทางจริง พรุ่งนี้คนเป็นแสนแน่นอน ซึ่งผมไม่ต้องการ ผมยืนในจุดที่เชื่อว่าถ้ามีเสรีภาพข่าวสาร ผมจะทำหน้าที่ต่อไป แต่เมื่อใดที่ผมถูกปิดกั้นกลุ่มแรกที่จะออกมาฟ้องคือพนักงานบริษัท และเชื่อว่าประชาชนเป็นแสนจะออกมา

เพราะฉะนั้นรัฐบาลอย่าโง่ อย่าบังคับให้ผมเป็นผู้นำม็อบและผมไม่ต้องการเป็นวีรบุรุษ ผมเป็นคนที่กลัวมาก ขนาดแค่หมอจะฉีดยายังร้องโวยวาย แต่อย่าลืมว่าคนที่กลัวมากๆ เมื่อถึงจุดหนึ่งมันก็ต้องกล้า เมื่อกล้าแล้วจะไม่กลัวอะไรอีก วันนี้ถ้าผมถอยตัวผมไม่เป็นไรแต่ลูกชายอายุ 30 กว่าจะยืนในสังคมไม่ได้ พนักงานในบริษัทจะอับอายขายหน้าเขาจะไม่กล้าพูดว่าเขาทำงานกับผมและเขาจะบอกว่าผมขี้ขลาดตาขาว ฉะนั้นผมอยากบอกกะเลวกะราดเลยว่าผมสู้ตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง ตายเป็นตาย อย่าประเมินว่าผมกลัวคุณเท่านั้นแหล่ะ” นายสนธิ กล่าว

กทช.สั่งปิดเวบไซต์ผู้จัดการพรุ่งนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเสวนาครั้งนี้ได้รับความสนใจเข้าฟังจากนักศึกษาและประชาชนจำนวนมาก จนเต็มความจุของห้องประชุม โดยหน้าห้องประชุมได้มีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอาวุธก่อนเข้าฟัง ขณะที่นายสนธิเดินทางมาร่วมงานพร้อมตำรวจกองปราบปรามนอกเครื่องแบบ 2 นายคอยติดตาม นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ทหารตามประกบนายสนธิทุกฝีก้าวด้วย

รายงานข่าวจากสำนักข่าวผู้จัดการออนไลน์ แจ้งว่า จากกรณีที่นายสนธิเปิดเผยว่ามีความพยายามจะปิดเว็ปไซต์ข่าวผู้จัดการออนไลน์นั้น ล่าสุดในวันพรุ่งนี้ (18 พ.ย.) กทช. จะสั่งปิดเว็ปไซต์ดังกล่าวตามคำสั่งของรัฐบาลทันที

ขอบคุณ ข่าวจากเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ
คลิกเพื่อดูรูป(snapshot) แถลงการณ์เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ (270kb)

-


> Join the Blue Ribbon Online Free Speech Campaign!

Poakpong's Blog | Add New Comments

วันเพ็ญเดือนสิบสองน้ำก็นองเต็มตลิ่ง...

ลอยกระทง หมายถึง ชื่อพิธีอย่างหนึ่ง ทำตรงกับคืนวันเพ็ญเดือน 12 จุดธูปเทียนปักบนสิ่งที่ไม่จมน้ำ ซึ่งประดิษฐ์ขึ้นมาจากวัสดุต่าง ๆ เป็นรูปต่าง ๆ เช่น กระทงเรือ แพ ดอกบัว ฯลฯ แล้วนำไปปล่อยลงให้ลอยไปตามลำแม่น้ำ

ประวัติ : วันลอยกระทงเป็นประเพณีที่สำคัญสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ นิยมทำกันในกลางเดือน 12 โดยมี วัตถุประสงค์หลายอย่าง ขึ้นอยู่กับประเพณีความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งได้แก่


 




วันลอยกระทง ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตรงกับเดือนพฤศจิกายน หรือปลายเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำเต็มตลิ่ง พระจันทร์เต็มดวงสุกสว่าง คนไทยสมัยก่อนจึงหาวิธีทำให้เกิดความเพลิดเพลินในยามค่ำคืน ประเพณีลอยกระทงเป็นประเพณีที่ชาวจังหวัดสุโขทัยและจังหวัดเชียงใหม่ให้ความนิยม และได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากชาวไทยและชาวต่างประเทศ เป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมอันดีงามของไทยเราอีกด้วย

ประเพณีลอยกระทง นั้น บางคติก็ว่า... เพื่อเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทริมแม่น้ำนัมมทานที ในแคว้นทักขิณาบถ ประเทศอินเดีย ที่ปัจจุบันเรียกว่าแม่น้ำเนรพุททา บางคติก็ว่า... เพื่อต้อนรับพระพุทธองค์ในวันเสด็จกลับจากเทวโลก หรือบางคติก็ว่า... เพื่อบูชาพระจุฬามณีบนสรวงสวรรค์





มาถึงยุคปัจจุบัน บางรายก็เชื่อว่าการลอยกระทงเป็นการ... ลอยเคราะห์-ลอยทุกข์-ลอยโศกไปจากตัว หรือบางคนก็ว่ากันถึงลอยกระทงเสี่ยงรักไปโน่นเลย อย่างไรก็ตาม มีอยู่คติความเชื่อหนึ่งที่สืบทอดมาแต่อดีตถึงปัจจุบันคือ...เพื่อเป็นการแสดงออกถึงการ ระลึกบุญคุณ-ขอขมาพระแม่คงคา ที่ให้มนุษย์ได้กิน-ได้ใช้ แล้วมนุษย์ยังทำให้พระแม่คงคา-แม่น้ำลำคลอง สกปรก ปีหนึ่งก็ควรจะได้ระลึกและขอขมากันสักครั้ง

จากข้อความข้างต้นคิดว่าวันรุ่งขึ้นเจ้าหน้าที่เทศบาลของ ท้องถิ่นต่างๆ คงทำงานกันหนักแน่ๆ :p

ข้อความวันลองกระทงมาจากเว็บ เว็บไซต์โรงเรียนห้วยไผ่ และ ข่าวนสพ.เดลินิวส์ ในเว็บสนุก!

...

Poakpong's Blog | Add New Comments

News Talk ฉาบฉวยหรือสร้างสรรค์

ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมารายการประเภทคุยข่าว หรือวิเคราะห์ข่าวเป็นหนึ่งในผังรายการของทุกช่อง หลังจากมีชายคนหนึ่งได้เริ่มต้นกับทีวีช่องหนึ่ง พอหลังจากนั้นก็มีอีกหลายช่องพยายามทำรายการข่าว คุยข่าว วิเคราะห์ข่าว แสดงความคิดเห็น เอาข่าวหนังสือพิมพ์มาอ่านให้ฟังในช่วงเช้า ช่วงค่ำ

พอดีไปเจอคำสัมภาษณ์ของพิธีกรข่าว จากนิตยสาร POSITIONING ของรายการข่าวสองช่อง เลยเอามาฝากกันเล่นๆ ลองเข้าไปฟังกันดูนะครับ (เป็นไฟล์ mp3)



สำหรับคนซ้ายมือสำหรับคนขวามือ

Poakpong's Blog | Add New Comments

ไม่เชื่อก็ควรอ่านไว้ประดับความรู้

ข้อความต่อไปนี้เป็นข้อความ FW:Mail มาจากบุคคลหนึ่ง ในเรื่องเกี่ยวกับการแปรรูป ปรับระบบกของรัฐวิสาหกิจต่างๆ ในประเทศไทย ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในทุกวันนี้ โดยต้องขอบอกก่อนว่าผม(poakpong.com) ไม่ได้เป็นต้นฉบับสำหรับข้อความ เพียงแต่เห็นว่าเป็นข้อความที่น่าสนใจ และไม่ใช่ว่าข้อความต่อไปนี้จะถูกต้องเสมอไป โดยหลังจากอ่านแล้วจะเชื่อหรือไม่ ก็โปรดใช้วิจารณญาณส่วนตัวในการติดสินใจด้วยตนเองนะครับ

ทักษิณ กับ แผนการปล้นชาติ

จับตา-แปรรูป การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ขบวนการปล้นชาติ สร้างอาณาจักรใหม่

ดร.วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ ผู้อำนวยการสถาบันสหัสวรรษ แฉให้จับตาแปรรูป กฟผ.
เข้าข่ายขบวนการปล้นชาติ
วางแผนสร้างเป็นอาณาจักร Shin Energy อย่างแยบยล เชื่อมไฟเบอร์ออพติคเข้าเสาไฟฟ้า
หวังขยายเครือข่ายโทรศัพท์
คาดเม็ดเงินสูง 6 หมื่นล้านบาท พร้อมเขย่าตลาดหุ้น ให้ดิ่งหรือดับได้ในกำมือ
ต่อไปคนรวยที่สุดในโลกจะไม่ใช่ บิล เกทส์
อีกแล้ว แต่อยู่ใกล้ๆ แถวนี้เอง ดร.วุฒิพงษ์ กล่าวว่า

การแปรรูปรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลชุดนี้ ถือเป็นการวางแผนทางธุรกิจการเมือง ครั้งใหญ่
โดยเกี่ยวพัน 4 ส่วนด้วยกันคือ

1. ปตท. ซึ่งมีมูลค่าตลาดสูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท
ขณะที่มูลค่าตลาดหลักทรัพย์มีมูลค่า 5 ล้านล้านบาท
2. ปิโตรเคมี มีมูลค่าตลาด 3 แสนล้านบาท
3. ธุรกิจโทรคมนาคมอีก 5 แสนล้านบาท แค่รวมสามส่วนนี้ก็มีมูลค่ามหาศาลถึง 2.1
ล้านล้านบาท
4. กฟผ.ซึ่งยังไม่ได้เข้าตลาดจึงยังไม่รู้ว่ามีมูลค่าเท่าไหร่
แต่คาดว่าใกล้เคียงกับ ปตท.

ทั้ง 4 ส่วนนี้น่าจะเป็นมูลค่า 3.4
ล้านล้านบาทเกินกว่ามูลค่าครึ่งหนึ่งของตลาดหลักทรัพย์ แสดงให้เห็นว่า
ระบบเศรษฐกิจของไทยครึ่งหนึ่งอยู่ ในภาคธุรกิจพลังงาน แสดงให้เห็นว่า หมากเกมนี้
แหลมคมลุ่มลึกมาก ขณะเดียวกัน
การคอรัปชั่นแบบคลาสสิค อย่างหักหัวคิวสนามบินสุวรรณภูมิก็ยังมีอยู่

การพิจารณาตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูป ปตท.จะพบว่า
คนพวกนี้เคยขายบางจากมาก่อนแล้ว และต่อไป
ก็จะมาทำการแปรรูป กฟผ.นี้ด้วย รัฐบาลจัดทีมชุดนี้วิ่งรอกตามจุดต่าง ๆ
ที่ต้องการแปรรูป

ดร.วุฒิพงษ์ กล่าวว่า ในส่วนของโทรคนาคมนั้นมาเกี่ยวพันเป็น 1ใน 4
ของธุรกิจพลังงานได้ก็เพราะว่า เสาไฟฟ้าแรงสูง
ของ กฟผ. ในส่วนของ แกนสายได้สอดสายไฟเบอร์ออพติคไว้แล้ว
ถือเป็นโครงข่ายโทรคมนาคมที่วิเศษที่สุด ดีกว่าโครงข่าย
ของ กสท.เสียอีก เพราะว่าเครือข่ายของ กฝผ.สามารถเข้าไปในบางพื้นที่
ที่กสท.เข้าไปไม่ได้ ตรงนี้ในอนาคตมีแนวโน้ม
ที่จะฉีกออกไปเป็นอีกหนึ่งบริษัทคือ อีแก็ต-เทเลคอม
ได้สบายเพราะเป็นเจ้าของสายไฟเบอร์ออพติคที่แพร่ขยายไปตาม
ภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ ลองคิดดูว่าคอมลิงค์ซึ่งเป็นสายไฟเบอร์ออพติค
วิ่งเฉพาะตามทางรถไฟ ในแต่ละภูมิภาค
มีสายไฟเบอร์ออพติคหลักอยู่เส้นเดียวยังสร้างความร่ำรวยได้มหาศาล แล้ว โครงข่ายของ
กฝผ. ซึ่งเป็นกระดูกสันหลัง
ที่ดีที่สุดในประเทศ จะมีมูลค่าขนาดไหน
จริงอยู่ว่าสายไฟของกฟผ.ยังไม่สามารถเชื่อต่อมายังบ้านได้ จำเป็นต้องหา
พันธมิตรเพื่อมาทำการเชื่อมต่อตรงนี้ ซึ่งการเชื่อมต่อมายังบ้านมี 2 แบบใหญ่ ๆ คือ
แบบมี สาย ซึ่งก็คือ เครือข่ายของ
การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
ซึ่งคงมีการคิดกันแล้วว่าจะต้องมีการรวมกันเป็นรัฐวิสาหกิจหนึ่งแห่งก่อน
แล้วค่อยนำไปขายในตลาดหลักทรัพย์ และ การเชื่อมต่อแบบไร้สาย
ซึ่งอย่างหลังก็คือบริษัทโทรศัพท์มือถือต่าง ๆ นั่นเอง

ผู้อำนวยการสถาบันสหัสวรรษกล่าวต่อว่า
นอกจากนี้เทคโนโลยีในอนาคตนั้นจะทำให้ปลั๊กไฟบ้านสามารถเสียบสาย
โทรศัพท์ได้ เพราะฉะนั้น
สายไฟฟ้านอกจากจะจ่ายไฟฟ้ายังสามารถส่งผ่านสัญญาณโทรศัพท์ได้ หากรวม กฟผ.,
การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ( กฟภ.)
จะยิ่งใหญ่กว่าเครือข่ายของ ดีแทค และ เอไอเอส
เพราะบริษัทเอกชนทั้งสอง ทำอย่างไรก็ไม่มีทางทำได้ขนาดนี้

ผมขอพูดเป็นสมการแบบง่าย ๆ ดังนี้

TMB (ธนาคารทหารไทย) บวก IFCT (บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย) บวก DBS
(ธนาคารดีบีเอส)
จะเท่ากับ Shin Bank

ส่วนกรณี EGAT (กฟผ.) บวก PTT (ปตท.) จะเท่ากับ Shin Energy ซึ่งจะเชื่อมต่อกับ
Shin Telecom
เป็นอาณาจักรใหญ่ ซึ่งใหญ่กว่าครึ่งหนึ่งของระบบเศรษฐกิจประเทศ

การนำ กฟผ.เข้าตลาดหุ้นจึงเป็นการต่อจิ๊กซอว์
เพื่อทำให้แผนการยึดครองเศรษฐกิจของประเทศสมบูรณ์แบบ

ดร.วุฒิพงษ์ กล่าวต่อว่า ไม่เกิน 1 ถึง 2 ปีจากนี้ เราคงเห็นค่าไฟจากหน่วยละ 10
สลึงกลายเป็น 4 บาท
ไม่ต่าง อะไรจากราคาน้ำมันในขณะนี้ หากมีการขึ้นค่าไฟฟ้าหน่วยละ 1 บาท
เงินจะไหลเข้ากระเป๋าเจ้าของ กฝผ.
หนึ่ง แสนสองหมื่นล้านบาทต่อปี ตรงนี้เฉพาะค่าไฟเท่านั้น
ยังไม่รวมประโยชน์จากไฟเบอร์ออพติค
ต่อไปนี้คนที่รวยที่สุดในโลกคงไม่ใช่ บิล เกตส์ อีกแล้ว แต่จะเป็นคนใกล้ตัว
แถวนี้เอง
การแปรรูปการไฟฟ้าจะร้ายแรงกว่า ปตท.มาก
เพราะในบ้านเรากิจการการค้าน้ำมันยังผูกขาดไม่สมบูรณ์
มีหลายเจ้าที่ค้าน้ำมันแข่งกันกัน แต่สำหรับไฟฟ้านั้นหากเราไม่ซื้อไฟจาก
กฝผ.ก็ต้องไปซื้อถ่านไฟฉายตราแมวดำมาใช้

"ไม่มีการปล้นชาติครั้งใดหอมหวานเท่าครั้งนี้
เป็นการทำให้อำนาจทางการเมืองควบรวมกับอำนาจทางเศรษฐกิจ
อย่างสมบูรณ์ ที่ผ่านมาเราก็เห็นตัวอย่างจาก การกระจายหุ้น ปตท.แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น
หนึ่งในสามของหุ้น ปตท.
ถือครองโดย หน่วยลงทุน 2 หน่วยจากสิงคโปร์ (ตัวแทนของไอ้โม่งในไทย)
ใครก็ตามที่เป็นเจ้าของของหน่วยลงทุน
ทั้ง 2 หน่วยนี้ จะได้ผลประโยชน์ถึง 6 หมื่นล้านบาท
ที่สำคัญสามารถทำให้หุ้นขึ้นหรือลงได้แทบทุกวัน แค่บอกว่า จะขยายโรงกลั่นหรือ
สร้างโรงไฟฟ้า หุ้นก็พุ่ง
พออีกอาทิตย์บอกว่า จะทบทวนมติครม.หุ้นก็ดิ่ง (ปั่นหุ้นทำกำไรกันจนรวยเละ)
เวลานี้บ้านเมืองกำลังถูกปลาหมึก ยักษ์กิน วิธีการสู้กับปลาหมึกยักษ์
อย่าไปแหย่ที่หนวด ให้แทงที่หัว"
ดร.วุฒิพงษ์ กล่าว

อ่านจบแล้วพิจารณาด้วยตนเองนะครับ ไม่เชื่อก็ควรอ่านไว้ประดับความรู้.... :D
อ้างอิงข้อความเดียวกันจากเว็บไซต์อื่นๆ
- เว็บบอร์ดราชดำเนิน
- เว็บบอร์ดผู้จัดการ

Poakpong's Blog | Add New Comments

อีกหลายทางเลือก ของสายรัดข้อมือ(ดัง)

ช่วงนี้กระแสของทางภาครัฐเกี่ยวกับสายรัดข้อมือ (หรือที่บางคนเรียกว่า ริสต์แบนด์ (Wristband)) ที่จัดทำโดยมูลนิธิคิงส์เพาเวอร์ ร่วมกับธ.ไทยพาณิชย์และเอไอเอส ทำสายรัดข้อมือสีเหลือ มีข้อความ "เรารัก(รูปหัวใจ)พระเจ้าอยู่หัว" มีตัวเลขสลักอยู่ ก็คงไม่ต้องเอ่ยกันมากว่าทีมที่ทำสายรัดข้อมือชุดนี้เป็นกลุ่มคนที่อยู่ใกล้ชิดกับฝ่ายรัฐบาลแน่นอน (ดูชื่อบริษัทหลังสิ ^_^) ถึงว่าทำไมข่าวการจัดทำหรือเผยแพร่ข้อมูลถึงได้กระหึ่มซะขนาดนี้



ย้อนมองกลับไปการทำสายรัดข้อมือตามกิจกรรมต่างๆ ก็มีมาตลอดแต่ไม่เปรียงปร้างขนาดนี้ (มีนายกฯ เป็นพรีเซนเตอร์ซะด้วย) ย้อนหลังไปไม่นาน ก็เคยมีสายรัดข้อมือสีเหลือง รุ่น "9 ดี" (เช่นกัน) ราคาเส้นละ 100 บาท ของสำนักพระพยอม ที่จะนำเงินรายได้ไปเป็นทุนช่วยเหลือเด็กกำพร้า ซึ่งทางวัดอุปการะไว้นับร้อยคน มีข่าวหน้าหนึ่งอยู่วันสองวันก็เงียบไป ทำไมไม่ดังขนาดของคิงส์เพาเวอร์



ย้อนกลับไปอีกช่วงเลือกตั้งเสร็จใหม่ก็มีสองพรรคการเมืองฝ่ายค้านออกสายรัดข้อมือออกมาเช่นกันแต่ก็แป๊กไม่เป็นข่าว เพราะอะไรอันนี้ก็ไม่ทราบ ไม่โดนใจคนที่ต้องการซื้อ หรือว่าไม่โดนใจคนฝ่ายตรงข้ามเลยห้ามออกข่าวซะงั้น อันนี้ไม่รู้จริงๆ โดยพรรคแรกคือพรรคชาติไทย ออกสายรัดข้อมือรุ่น "สัจจะ กตัญญู เป็นมงคลของชีวิต" ราคาชุดละ 100 บาท หนึ่งชุดมี 3 เส้นสีธงชาติ แดง ขาว น้ำเงิน รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้การกุศล



และอีกอันของพรรคประชาธิปัตย์ออกสายรัดข้อมือรุ่น "สันติ" สีขาว ราคาเส้น 100 บาท ก็ไม่ค่อยเป็นข่าวเป็นคราวกันสักเท่าไหร่ ไม่ค่อยมีใครรู้ข่าว หรือว่ายังไงกัน ความตั้งใจดีแต่ประชาสัมพันธ์ไม่ค่อยเป็นผล เพราะรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย ช่วยเหลือผู้ประสบภัยภาคใต้ ยังไงถ้าหาซื่อสายรัดข้อมือจากย่อหน้าแรกไม่ได้ ยังมีอีกหลายอันให้เราเลือกซื้อนำมาในด้วยความภูมิใจอีกหลายอันเลย

Poakpong's Blog | Add New Comments

To support Thai language in iPod.

Inside Poakpong.com
มีอะไรใน ปกป้อง ดอทคอม

Subscribe RSS Feed

Recent All Posts

Poakpong's Playground

Copyright Notice

POAKPONG.com,
Update to 2008.

Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution 3.0 License.

Our Network:

Create in Mac OS X

Search in Poakpong
ค้นหาใน ปกป้อง ดอทคอม



Advertising

เปิดเนต เปิดใจ
ปกป้องเสรีภาพของเรา
บนอินเทอร์เน็ตของเรา
(ร่วมลงชื่อในแถลงการณ์)

Web Links

SEO Stats powered by MyPagerank.Net