คำขวัญในรณรงค์ในการล้มประชามติ รับร่าง รธน.50 ?
- "ไม่เอารัฐธรรมนูญ ที่ร่างโดยการรัฐประหาร"
- "ปฏิเสธรัฐธรรมนูญของรัฐประหาร ด้วยการทำบัตรเสีย"
- "ปฏิเสธการรัฐประหาร ทำบัตรเสียลงมติรัฐธรรมนูญ"
- "ประชามติภายใต้เผด็จการ เป็นประชามติจอมปลอม"
วิธีการ ?
1. (แนะนำเฉพาะบางคน) "ฉีก/เผา" บัตรลงประชามติจำนวนหนึ่ง น่าจะมีประโยชน์อย่างมาก ในการแสดงให้เห็นอย่างมีพลังถึงการประท้วงกระบวนการนี้ โดยเฉพาะถ้าทำโดย "บุคคลผู้มีชื่อเสียง" ที่ได้รับการยอมรับทั่วไป
2. (แนะนำกับทุกคน) ไปทำบัตรเสีย ด้วยวิธีขีด กากบาทคร่อมทั้งบัตร แล้วเขียนว่า "คมช.ออกไป"
ความมุ่งหวัง ?
หากมีคนเห็นด้วยกับเรา คือไป "ทำบัตรเสีย" 30% มีคนไปลงมติ "ไม่รับ" รัฐธรรมนูญอีก 30% และมีคนไปลงมติ "รับ" 40% เสียงที่ "รับ" ก็ยังเป็นส่วนข้างน้อยของการลงประชามติอยู่นั่นเอง และรัฐธรรมนูญก็ควรถือว่า "ตกไป" นั่นคือ "บัตรเสีย" ที่เราและคนที่เห็นด้วยกับเราไปทำ ก็จะยังมีผลต่อคะแนนรวมอยู่นั่นเอง
กรณีผิดหวัง ?
หากผลการลงประชามติออกมาเป็น บัตรเสีย 20%, ไม่รับ 20%, รับ 60% เราก็ยังสามารถดำเนินการต่อสู้ต่อไปได้ โดยให้เหตุผลว่า การลงประชามติทั้งหมด ไม่เป็นประชาธิปไตย เราสามารถกล่าวได้ว่า เราไม่เคยยอมรับการลงประชามติ ภายใต้เผด็จการตั้งแต่ต้น
คำขวัญในรณรงค์ในการปฏิเสธ รธน.50 หลังผ่านประชามติ ?
- "รัฐธรรมนูญจากประชามติภายใต้เผด็จการ เป็นโมฆะ"
- "เอารัฐธรรมนูญ 40 กลับคืนมา"
- "ยกเลิกรัฐธรรมนูญรัฐประหาร"
-- ไปคูหา กาบัตรเสีย ปฏิเสธกระบวนการ ประชามติเผด็จการ --
ดัดแปลงเนื้อหามาจากบทความ : บทความสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล : เราต้องโฆษณาว่า "ไม่รับการลงประชามติ" ไม่ใช่ "ไม่รับรัฐธรรมนูญ" (บทความจากประชาไท)
เพิ่มเติม : สำหรับคนที่สงสัยว่า ถ้ากระบวนการประชามติไม่รับร่าง รธน. ผลออกมาว่า "ไม่รับ" แล้วจะมีกระบวนการต่อไปอย่างไร อ่านเพิ่มเติมได้ที่ "ไม่เห็นชอบ" ก็มี "เลือกตั้ง"
Poakpong's Blog | Add New Comments
ตอนนี้สถานการณ์โฆษณาประชาสัมพันธ์ตามสื่อต่างๆ เกี่ยวกับการลงประชามติ รับ/ไม่รับ ร่างรัฐธรรมนูญ มีบ่อยครั้งขึ้น และด้วยสถานการณ์เช่นนี้เอง มีบางฝ่ายพยายามใช้กลวิธีในการโฆษณาให้ผู้ที่ไม่ได้ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ข้อมูลที่ผิดๆ โดยเฉพาะกับการรณรงค์ล่าสุด
รวมพลังลงประชามติ "เห็นชอบ" รัฐธรรมนูญใหม่ ให้การเมืองไทยมีการ "เลือกตั้ง"
จากนัยยะของประโยคข้างต้นหมายถึง ถ้าไม่เห็นชอบ แล้วจะไม่มีการเลือกตั้ง อย่างนั้นหรือ?
มาตรา 32 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2549 เขียนไว้ว่า...
“มาตรา 32 ในกรณีที่สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายใน
กำหนดเวลาตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง ก็ดี สภาร่างรัฐธรรมนูญไม่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ
ตามมาตรา 28 วรรคสอง ก็ดี หรือในการออกเสียงประชามติตามมาตรา 31 ประชาชนโดยเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติไม่เห็นชอบให้ใช้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ดี ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง และให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติประชุมร่วมกับคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ได้เคยประกาศใช้บังคับมาแล้วฉบับใดฉบับหนึ่ง มาปรับปรุงให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันออกเสียงประชามติไม่เห็นชอบ และนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญต่อไป”
จับใจความได้ว่า ไม่ว่าประชามติจะออกมาอย่างไร เราก็จะมีรัฐธรรมนูญใช้อยู่ดี (ถ้ารับ ก็ได้รัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. 2550 / ถ้าไม่รับ ก็จะได้รัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ที่ คมช.ทำการปรับแก้และนำมาใช้) และมีการเลือกตั้งแน่นอน!!
อ่านบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ชัดๆ ได้ที่ สู้กันแฟร์ๆ สักครั้งได้ไหม - (บทความประชาไท)
แถมด้วยเว็บไซต์ รณรงค์โหวดไม่ร่างรัฐธรรมนูญ
ด้วยสโลแกน ล้มรัฐธรรมนูญ = ล้มรัฐประหาร
(www.wevoteno.net)
Poakpong's Blog | Add New Comments
"รัฐธรรมนูญต้องให้ความเป็นกลาง อย่าเชิดชูพุทธย่ำยีศาสนาอื่น" บางส่วนของบทสัมภาษณ์ ศักดินรินทร์ เขื่อนอ้น ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 30 เมษายน 2550 (หน้า 15)
หมายเหตุ : นายศักดินรินทร์ เขื่อนอ้น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ตัวแทนนิสิตนักศึกษา สะท้อนมุมมองของเยาวชน ที่มีข้อเสนอให้บัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ![]()
ฝ่ายสงฆ์พยายามยกเหตุผลเพื่อให้บรรจุศาสนาพุทธลงในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในฐานะเยาวชนในสภาร่างรัฐธรรมนูญเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยอย่างไรบ้าง
ผมเห็นว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไทยโดยปฏิบัติอยู่แล้วตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับแรกจนถึงปัจจุบัน แต่ถ้ามองๆ แล้วการที่จะบรรจุก็ไม่ได้ทำให้คนไทยเข้าวัดบ่อยขึ้น หรือทำบุญมากขึ้น และไม่ได้ทำให้คนไทยนับถือศาสนามากขึ้นหรือน้อยลง
ผมมองว่ารัฐธรรมนูญต้องให้ความเป็นกลาง เพราะเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศและมีผลต่อกฎหมายลูก และอีกอย่างประเทศไทยไม่ได้มีเพียงศาสนาพุทธ เพียงอย่างเดียวยังมีศาสนาอื่นๆ การบรรจุหรือไม่บรรจุนั้นจะขึ้นอยู่กับวิธีปฏิบัติมากกว่าถ้าเราเกิดบรรจุแล้วช่วงแรกอาจไม่เกิดอะไรขึ้น แต่ต่อมามีกลุ่มคนบางกลุ่มอาจคิดไม่ดี ใช้พระสงฆ์มาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ของตน ก็อาจเป็นไปได้ถึงแม้เราไม่บรรจุเราก็ยังคงปฏิบัติตามพระพุทธศาสนากันเหมือนเดิม
ถ้าสมมติว่าคุณศักดินรินทร์ เป็นผู้นับถือศาสนาอื่น คุณศักดินรินทร์ จะตั้งคำถามไหมว่าเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้นแล้วในรัฐธรรมนูญ หรือรวมถึงหลักความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญ จะถูกย่ำยีในกรณีนี้
เป็นผมนะ ผมก็จะรู้สึกน้อยใจ เหมือนถูกย่ำยีแต่ก็คงไม่มาเรียกร้องตรงนี้ ประเทศไทยให้สิทธิในการนับถือศาสนาอยู่แล้ว หรือการประกอบอาชีพอื่นๆ ก็ดี ส่วนตัวผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีเป็นการสร้างความแตกแยกให้ประเทศมากกว่า
ส่วนตัวของคุณศักดินรินทร์ คิดว่าน่าจะบรรจุศาสนาพุทธ ในรัฐธรรมนูญหรือไม่
ผมคิดว่าเรื่องนี้เมื่อเข้าสู่การพิจารณาของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนคนอื่นจะรับหรือไม่รับเรื่องนั้น น่าจะอยู่ที่เหตุผลในการแปรญัตติ ต้องรอเสียงส่วนใหญ่ แต่ส่วนตัวผม สาระสำคัญเรื่องศาสนาพุทธ อยู่ที่การปฏิบัติตัวมากกว่าเรื่องของตัวอักษร ซึ่งผมมีเหตุผลอธิบายดังนี้
1. ในเรื่องหลักสิทธิเสรีภาพ "บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย ฐานันดรศักดิ์โดยกำเนิดก็ดี โดยแต่งตั้งก็ดี โดยประการอื่นใดก็ดี ไม่กระทำให้เกิดเอกสิทธิ์อย่างใดเลย" ดังนั้น การนับถือศาสนาพุทธ ไม่ทำให้มีอภิสิทธิ์อย่างในเลย
2. รัฐธรรมนูญควรเป็นหลาง รัฐบาลก็ควรเป็นกลางในทางศาสนา เช่นเดียวกับให้ความยุติธรรมในทางเศรษฐกิจและการเมือง
3. ในฐานะที่รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายแม่ ไม่ควรเขียนให้คนไทยที่ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธนั้น รู้สึกผิด
4. ละชั่ว ประพฤติดี ทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว เป็นหลักของศาสนาพุทธ คุณค่าที่แท้จริงอยู่ตรงนี้ ต้องเป็นหลักปฏิบัติ อย่าใจแคบ ยิ่งต่อสู้ให้บัญญัติในรัฐธรรมนูญมากเท่าใดยิ่งบอกว่าเราใจแคบมากเท่านั้น
Poakpong's Blog | Add New Comments | Read more: อ่านทั้งหมด »
POAKPONG.com,
Update to 2008.
This work is licensed under a Creative Commons Attribution 3.0 License.