อารยะขัดขืน

Translate this blog to...

Chinese (Simplified) Dutch English French German Japanese Korean Spanish Swedish
April 18, 2006 - 9:49am -- poakpong
Print this pagePrint this page

... "อารยะขัดขืน" หรือ Civil Disobedience กำลังกลายเป็นคำยอดฮิต และไอเดียของมันกำลังเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้แก่สังคมไทยภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ... ขอไม่ให้คำจำกัดความของ "อารยะขัดขืน" ในตอนแรก แต่จะขอยกตัวอย่างจริงสัก ... กรณีก่อนที่จุพูดถึงมันในตอนท้าย ...

... ขบวนการต่อสู้เพื่อสิทธิความเท่าเทียมกันของคนผิวดำในสหรัฐอเมริกา (เดิมเรียกว่า Negros ซึ่งถือเป็นคำดูถูก ต่อมาเปลี่ยนเป็น Black Americans ปัจจุบันเป็น Afican American) ที่เรียกว่า Civil Rights Movement ระหว่างปี ค.ศ. 1955-1968

ก่อนหน้าการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันนี้ คนผิดดำและผิวขาวต้องแยกห้องน้ำกันใช้ ร้านอาหาร โรงเรียน โรงพยาบาล รถเมล์ แหล่งที่อยู่อาศัย ก็แยกกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐทางใต้ที่คนผิวดำเคยเป็นทาสเก็บฝ้าย ทำงานรับใช้ในบ้าน ทำงานในฟาร์ม ฯลฯ มาก่อน

คนอเมริกันผิวขาวส่วนหนึ่งไม่พอใจกับการแบ่งแยกดังกล่าว แต่อีกส่วนหนึ่งรังเกียจผิดและต่อต้านกฎหมายที่ออกมาบังคับให้เลิกการแบ่งแยก การต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันโดยใช้กฎหมาย กระทำตั้งแต่กลางทศวรรษ 1950 จนได้รับชัยชนะด้วยการออกกฎหมาย Voting Rights Act of 1965 และ Civil Rights Act of 1968

ในช่วงก่อนหน้าที่กฎหมายจะออกมา มีคนผิวดำจำนวนมากที่ใช้ "อารยะขัดขืน" ต่อสู้ความไม่เป็นธรรม ขอเล่าบางเหตุการณ์ดังกล่าวต่อไปนี้

Rosa_Parks

ในปี 1955 Rosa Parks หญิงผิวดำโดยสารรถเมล์ปฏิเสธที่จะลุกขึ้นให้ที่นั่งแก่คนขาวตามที่กฎหมายท้องถิ่นกำหนดในกรณีที่อนุญาตให้นั่งรถเมล์ร่วมกัน เธอถูกจับขึ้นศาลและถูกตัดสินจำคุก

เมื่อคดีถึงหูกลุ่มเพื่อนสีผิวเดียวกัน ผู้นำ 50 คนก็รวมตัวกันบอยคอตรถเมล์ (ดังที่มีชื่อว่า Montgomery Bus Boycott) เพื่อประท้วงการบังคับที่แตกต่างกันของคนละสีผิวในการขึ้นรถเมล์ ต่อสู้อยู่กว่า 1 ปี ท้องถิ่นก็จำต้องยกเลิกกฎหมาย

เมื่อกรณีนี้ทราบกันทั่วก็สร้างแรงกดดันอย่างมากแก่ท้องถิ่นที่ยังมีกฎหมายเช่นนี้อยู่

Sit_In

อีกกรณีหนึ่งคือนักเรียนผิวดำในหลายรัฐได้ใช้วิธี "sit in" กล่าวคือ พากันมานั่งหน้าเคาน์เตอร์ขายอาหารกลางวันในร้านที่ปฏิเสธการรวมกันใช้สถานที่ของผิวขาวและดำ พวก "sit in" เหล่านี้จะแต่งตัวสุภาพ เข้ามานั่งในทุกที่นั่งหน้าเคาท์เตอร์ขายอาหาร โดยผลิดเปลี่ยนเวียนกันเข้าไปนั่งจนไม่มีที่ว่างให้คนอื่นเลย จนร้านทำธุรกิจไม่ได้

นักศึกษาผิวดำและผิวขาวจำนวนมากที่เห็นใจ ก็พากันเลียนแบบวิธีการ "sit in" จนกระจายไปทั่วรัฐทางใต้ และระบาดไปถึงสวนสาธารณะ ชายทะเล ห้องสมุด โรงหนัง พิพิธภัณฑ์ และสถานที่สาธารณะต่างๆ ด้วย เมื่อถูกจับ นักศึกษาเหล่านี้ก็ไม่ยอมประกัน ต้องการติดคุกเพื่อให้เป็นข่าวและสร้างภาระแก่ผู้ดูแลคุกในเรื่องพื้นที่และอาหาร

ตัวอย่างของ "อารยะขัดขืน" ข้างต้น ล้วนเกี่ยวพันการปฏิเสธที่จะกระทำตามกฎหมายที่คิดว่าไม่ถูกต้องหรือขาดจริยธรรม หรือเรียกร้อง หรือบังคับรัฐบาล หรือผู้มีอำนาจ ให้กระทำบางอย่างด้วยสันติวิธี

กฎหมายที่ออกโดยตัวแทนของประชาชนนั้น บางครั้งก็อาจขัดแย้งกับความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นระบบการเมืองที่ทุพพลภาพออกกฎหมายโดยไม่ฟังเสียงของประชาชน ตามแนวคิดของ "อารยะขัดขืน" ประชาชนมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะไม่ปฏิบัติตามกฎหมายนั้นโดยสันติวิธี แต่ต้องหลีกเลี่ยงการบีบบังคับขู่เข็ญด้วยกำลังเพื่อให้รัฐกระทำตามความต้องการของตน

การต่อต้านคำสั่งหรือกฎหมายที่คิดว่าไม่เป็นธรรมนี้ มีเป้าหมายอยู่ที่การสื่อสารให้สังคมรับทราบปัญหาความเดือดร้อน และความอยุติธรรม โดยผู้ต่อต้านยินยอมรับการลงโทษอันอาจเกิดขึ้นตามกฎหมาย ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบที่ไม่เป็นผลดีต่อผู้มีอำนาจอย่างกว้างไกล

"อารยะขัดขืน" เป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก และใช้กันอย่างกว้างขวางในแอฟริการใต้เพื่อต่อสู้การแบ่งแยกผิว และถูกใช้ในสแกนดิเนเวียในการต่อต้านการยึดครองของนาซีในสงครามโลกครั้งที่สอง

ยายไฮ

"ยายไฮ" แชมเปี้ยนของผม(ผู้เขียนต้นฉบับ) ผู้ต่อสู้เพื่อความถูกต้องเมื่อที่นาถูกเวนคืนไปอย่างอยุติธรรม การขึ้นไปนั่งนอนอยู่บนยอดไม้หลายครั้งหลายหนเป็นเวลายาวนานเพื่อประท้วง ถือเป็น "อารยะขัดขืน" ขนานแท้ ... ในบางช่วงเวลาอาจถูกจับในข้อหาก่อความไม่สงบเรียบร้อย ...

และ รองศาสตราจารย์ ดร.ไชยันต์ ไชยพร รายล่าสุด

ดร.ไชยันต์

คัดลอกข้อความบางส่วน จากคอลัมน์อาหารสมอง โดยวีรกร ตรีเศศ ในมติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 14-20 เมษายน 2549 / ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต

Copyright Notice

© ปกป้อง POAKPONG.com ผลงานเขียนในเว็บบล็อกนี้ ใช้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา 3.0 ประเทศไทย

Disclaimer

เนื้อหา ข้อความ ความเชื่อ ในเว็บไซต์นี้ เป็นความคิดเห็นของผู้เขียน ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน และคิดหาเหตุผลเพิ่มเติมด้วยตัวเอง รวมทั้งรูปภาพ ภาษา ซึ่งอาจไม่ถูกต้องตามหลักภาษา และวัฒนธรรมที่ดีงาม ผู้อ่านต้องใช้วิจารณญาณเช่นกัน