
ปัจจุบันมีชุดโปรแกรมออฟฟิศ สำหรับ Macintosh อยู่ 2-3 เจ้า ผู้นำสำหรับโปรแกรมออฟฟิศ ที่ครองตลาดเยอะที่สุดในตอนนี้คือ Microsoft Office ปัจจุบันเป็นเวอร์ชั่น 2004 แถมยังใช้กับ Mac-Intel ได้ไม่ไหลลื่นนัก (ทำงานผ่าน Rosetta อีกทีหนึ่ง) แถมราคาที่วางขายที่แพงแสนแพง 399.95 เหรียญฯ
OpenOffice.org ชุดโปรแกรมออฟฟิศอีกขั้วหนึ่ง ที่ได้รับการสนับสนุนจาก ซันไมโครซิสเต็ม ทำออกมารองรับหลายแพลทฟอร์ม ทั้ง Windows, Linux และ Macintosh มีการอัพเดทอยู่เป็นระยะ แต่จุดอ่อนของ OpenOffice.org ใน Mac คือจะต้องลงโปรแกรม X11 ที่ช่วยให้สามารถเปิดโปรแกรม OpenOffice.org ได้อีกทีหนึ่ง และการใช้งาน shortcut ยังอ้างอิงกับคอมพิวเตอร์ Windows และ Linux ซึ่งทำให้การใช้งานไม่สะดวก แม้โปรแกรมจะฟรีก็ตาม
ทางเลือกที่สามสำหรับ Macintosh คือ NeoOffice ชุดโปรแกรมที่พัฒนาต่อยอดมาจาก OpenOffice.org โดยมี บริษัท Planamesa Inc. เป็นผู้สนับสนุนหลัก จุดเด่นของ NeoOffice คือพัฒนาให้ OpenOffice.org สามารถทำงานใน Macintosh ได้โดยไม่ต้องมีโปรแกรม X11 แถมยังจัดการย้าย shortcut ให้กลับมาอยู่ในตำแหน่งที่ชาวแมคถนัดกันอีกด้วย และด้วยที่มันพัฒนามาจาก OpenOffice.org ทำให้มีข้อดีติดมา นั้นคือ NeoOffice ก็จะฟรีเช่นกัน
Poakpong's Blog | Add New Comments | Read more: อ่านทั้งหมด »
ข่าวจากผู้จัดการออนไลน์ เมื่อ 2-3 วันก่อน (4 ตุลาคม) เนื้อความมีดังนี้...
ไมโครซอฟท์อัดสมรรถนะใส่ออฟฟิศใหม่ โค้ดเนม "ออฟฟิศ 12" อ้าแขนรับเทคโนโลยี "PDF" สกุลไฟล์ที่เป็นที่รู้จักและเป็นที่นิยมทั่วโลกสำหรับการแชร์เอกสารข้ามแพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์ รวมถึงข้ามแอพพลิเคชั่น หวังดูดลูกค้าควักกระเป๋าซื้อของใหม่ พร้อมประกาศชัดต้องการเป็นคู่แข่งอะโดบี ผู้คิดค้นและพัฒนา PDF
"เราต้องการเป็นคู่แข่ง" สตีเฟ่น ไซนอฟสกี้ (Steven Sinofsky) รองประธานอาวุโส ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ออฟฟิศ บริษัทไมโครซอฟท์ (Microsoft) กล่าวถึงความสามารถใหม่ที่ถูกบรรจุไว้ในผลิตภัณฑ์ไมโครซอฟท์ออฟฟิศ (Microsoft Office) ชุดใหม่ โค้ดเนม "ออฟฟิศ 12" (Office 12)
บริษัทไมโครซอฟท์ (Microsoft) เปิดเผยผ่านสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) เมื่อวันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม 2005 ว่า ไมโครซอฟท์ได้บรรจุความสามารถในการบันทึกไฟล์ (Save as) เป็นสกุล "PDF" (Portable Document Format) เข้าไว้ในชุดซอฟต์แวร์ออฟฟิศใหม่ของไมโครซอฟท์ด้วย โดยคาดหวังว่าจะทำให้ผู้บริโภค รวมถึงลูกค้าเก่า ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น สำหรับการซื้อผลิตภัณฑ์ออฟฟิศใหม่ที่กำลังจะออกสู่ตลาดในปี 2006
"มีคนส่งจดหมายมาถึงเราขอให้เพิ่มความสามารถในการเซฟไฟล์เป็นสกุล PDF เข้าไว้ในชุดออฟฟิศด้วย ตกเดือนหนึ่งมากกว่า 120,000 ฉบับทีเดียว" ไซนอฟสกี้กล่าว
PDF (Portable Document Format) เป็นฟอร์แม็ตที่คิดค้นและพัฒนาจนออกเป็นผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดโดยบริษัทอะโดบีซิสเต็มส์ (Adobe Systems) ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่ต้องการส่งเอกสารต้นฉบับให้คนอื่นได้อ่านด้วย แต่ไม่ต้องการให้ใครมาแก้เอกสารดังกล่าว
ความสามารถใหม่ดังกล่าวจะถูกบรรจุไว้ในทุกๆผลิตภัณฑ์ในชุดออฟฟิศ ได้แก่ Word (word-processing), Excel (spreadsheet), Power Point (presentation), Access (database), OneNote (note-taking), Publisher (publishing), InfoPath (forms) และ Visio (diagrams)
ไซนอฟสกี้ยังกล่าวด้วยว่า ความสามารถที่เพิ่มเข้าไปนี้ จะไม่เป็นภาระกับผู้บริโภคแต่อย่างใด "เราไม่ต้องการให้ราคามาเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ใดๆของไมโครซอฟท์"
ไมโครซอฟท์มีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการผลิตภัณฑ์ออฟฟิศใหม่ พร้อมกับระบบปฏิบัติการวินโดว์สวิสต้า (Vista) โค้ดเนมลองฮอร์น (Longhorn) ในครึ่งหลังของปี 2006
รอยเตอร์รายงานว่า ปัญหาสำคัญสำหรับการทำตลาดผลิตภัณฑ์ทั้งสองตัวคือทำอย่างไรให้ผู้บริโภคเห็นว่ามันมีค่าคุ้มแก่การควักกระเป๋าซื้อหรือเปลี่ยนจากของเก่ามาเป็นของใหม่
ในส่วนของค่าไลเซนส์นั้น ไมโครซอฟท์ว่า ไม่มีค่าไลเซนส์แต่อย่างใด เพราะบริษัทอะโดบีเปิดมาตรฐาน PDF ไว้เป็นสาธารณะ คือเป็นของฟรี เพื่อให้นักพัฒนา ซึ่งเป็นใครก็ได้ สามารถนำสเปค PDF ไปใช้ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
... จบข่าว
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็คงไม่ต้องดิ้นรนหา Acrobat Distiller, Acrobat Pro หรือ Adobe Reader Pro มาใช่แล้วสิ พิมพ์ word เสร็จก็สั่ง print เป็น PDF ได้เลย ง่ายดี... แต่ว่า Mac OS X ทำได้มาตั้งนานแล้วอ่ะครับ (เกือบ 2 ปีแล้วมั้ง) :P
แถมอีกข่าว ไหนๆ ก็เขียนถึง Microsoft แล้วต่ออีกเรื่องละกัน
กูเกิล-ซันส่งสัญญาณเปิดศึกซอฟต์แวร์ชน "ไมโครซอฟท์"
ข่าวจากผู้จัดการออนไลน์ เจ้าเดิม (5 ตุลาคม) เนื่อหาข่าวดังต่อไปนี้...
กูเกิลก้าวคืบ แย้มแผนการใหญ่ขั้นต่อไปของบริษัท ด้วยการร่วมมือกับซัน ไมโครซิสเต็มส์ พัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อใช้ในสำนักงาน หวังชนกับผู้นำตลาดอย่าง "ไมโครซอฟท์ออฟฟิศ" ของเจ้าพ่อแห่งวงการไอที บิล เกตส์ นักวิเคราะห์ชี้ การเซ็นสัญญาดังกล่าวถือเป็นการจุดพลุเปิดศึกระหว่างกูเกิลและไมโครซอฟท์อย่างเป็นทางการบนสงครามแห่งโลกไอที
กูเกิล ยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งแห่งวงการเสิร์ชเอนจินโลกและศูนย์รวมของโปรแกรมเมอร์ฝีมือดีจำนวนมาก เผยแผนการขั้นต่อไปของบริษัทหลังจากผลักดันแอปพลิเคชันหลายหลายให้โด่งดังทะลุฟ้า ด้วยการร่วมมือกับซัน ไมโครซิสเต็มส์ ผู้พัฒนาชุดซอฟต์แวร์ StarOffice และภาษาจาวาที่โด่งดัง ทำสัญญาควบรวมความสามารถซอฟต์แวร์ของทั้งสองค่ายเข้าด้วยกัน ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดซอฟต์แวร์เพื่อใช้ในสำนักงานที่สามารถเอาชนะ "ไมโครซอฟท์ออฟฟิศ" ของเจ้าพ่อแห่งวงการไอที บิล เกตส์ก็เป็นได้
สาเหตุของการจับมือกันในครั้งนี้ อาจมาจากการที่ซีอีโอของกูเกิล Eric Schmidt มีความสนิทสนมส่วนตัวกับสก็อต แมคเนียลลีย์ ซีอีโอของซันก็เป็นได้ เนื่องจาก Eric Schmidt เคยเป็นอดีตพนักงานซันและทำงานร่วมกับสก็อต แมคเนียลลีย์มาเป็นระยะเวลายาวนานถึง 14 ปีมาก่อน
"ในความเป็นจริง การจับมือเป็นพันธมิตรในครั้งนี้อาจไม่ลึกซึ้งอย่างที่เราเข้าใจก็เป็นได้ ผมคิดว่าส่วนหนึ่งอาจมาจากความสัมพันธ์ระหว่างสก็อตกับอีริคที่เคยทำงานร่วมกันมาก่อน แต่มันก็ได้สร้างความตื่นตะลึงให้กับสื่อได้ไม่น้อย และผมคิดว่าเป็นความก้าวหน้าในแง่บวกของซันหลังจากที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานาน" ร็อบ เอนเดอลีย์ นักวิเคราะห์ผู้หนึ่งกล่าว
อย่างไรก็ดี รายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงในสัญญาฉบับดังกล่าวยังไม่มีการเปิดเผยต่อสื่อมวลชนแต่อย่างใด เช่นเดียวกับระยะเวลาในการร่วมมือกันของซันและกูเกิล ก็ไม่มีการเปิดเผยเช่นกัน
การจับมือเป็นพันธมิตรกันในครั้งนี้ อาจส่งผลดีต่อซัน ไมโครซิสเต็มส์อีกทางหนึ่ง เนื่องจากซันจะได้ใช้กูเกิล ซึ่งเป็นเสิร์ชเอนจินที่มีผู้นิยมใช้งานมากที่สุดในโลก เป็นช่องทางการกระจายซอฟต์แวร์ใหม่อีกทางหนึ่ง ขณะเดียวกันจาวาซอฟต์แวร์เองก็มีความยืดหยุ่นและสามารถทำงานได้ในหลายระบบปฏิบัติการ หลากแพลตฟอร์ม กูเกิลสามารถใช้เป็นช่องทางในการกระจายเครื่องมือค้นหาข้อมูลของตนเองให้แพร่หลายไปในอุปกรณ์ต่าง ๆ ผ่านจาวาซอฟต์แวร์ได้ด้วย
หอกข้างแคร่
นอกจากนั้น ซอฟต์แวร์ชุดโอเพ่นออฟฟิศ (OpenOffice) ที่แตกมาจาก StarOffice ของซันอาจกลายเป็นหอกข้างแคร่ที่สำคัญของไมโครซอฟท์ได้ในอนาคต แม้ว่าสถานภาพปัจจุบันของโอเพ่นออฟฟิศจะเป็นได้แค่ซอฟต์แวร์ทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการใช้ ไมโครซอฟท์ออฟฟิศ แต่ถ้าหากได้รับการพัฒนาปรับปรุงโดยโปรแกรมเมอร์มือฉมังที่รวมตัวกันอยู่ในกูเกิลแล้ว มันอาจก้าวไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้
"ปัจจุบันโอเพ่นออฟฟิศเป็นเพียงทางเลือกในการใช้ซอฟต์แวร์ แต่ถ้าหากกูเกิลให้การสนับสนุน มันอาจช่วยผลักดันได้โอเพ่นออฟฟิศก้าวไปอยู่ในจุดสูงสุดก็เป็นได้" จอห์น อาร์. ไรเมอร์ นักวิเคราะห์จากฟอร์เรสเตอร์กล่าว
กูเกิลก่อร่างสร้างตัวขึ้นได้ ส่วนหนึ่งมาจากความช่วยเหลือด้านการเงินจาก Andy Bechtolsheim หนึ่งในผู้ก่อตั้งซันไมโครซิสเต็มส์ โดยเขาได้มอบเงินให้ทุนตั้งตัวให้กูเกิลไป 100,000 เหรียญสหรัฐ ในปี 1998 สำหรับสานฝันสองหนุ่ม Larry Page และ Sergey Brin ในการทำเสิร์ชเอนจินให้เป็นจริง
ต่อมาในช่วงปี 2001 ซันเริ่มประสบปัญหาทางการเงิน ขณะที่กูเกิลเริ่มอวดศักยภาพเสิร์ชเอนจินให้สากลได้รับรู้ หลายปีต่อมา กูเกิลไม่เพียงแต่ให้บริการค้นหาข้อมูล แต่ยังเพิ่มเติมบริการอีกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นฟรีอีเมล แผนที่ บริการ Instant messaging ฯลฯ รวมถึงโครงการให้บริการไวไฟฟรีในซานฟรานซิสโกที่ได้เปิดตัวไปไม่นานมานี้ด้วย
ความระแวงของบิล เกตส์
การจับมือเป็นพันธมิตรของซันและกูเกิลในครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำความเชื่อของผู้บริหารไมโครซอฟท์ได้เป็นอย่างดีว่าสิ่งที่กูเกิลกำลังพัฒนาอยู่นั้นไม่ใช่แค่การเป็นเสิร์ชเอนจินที่ดีที่สุด หากแต่เป็นการล้มยักษ์อย่างไมโครซอฟท์ ความเชื่อในจุดนี้มาจากการเกิดภาวะสมองไหลจากบริษัทไอทีอื่น ๆ รวมทั้งจากไมโครซอฟท์เอง โปรแกรมเมอร์ฝีมือดีจำนวนมากเปลี่ยนเป้าหมายในการทำงานไปที่กูเกิล แทนที่จะเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์เหมือนในอดีต และกูเกิลก็อ้าแขนรับโปรแกรมเมอร์เหล่านั้น แม้ว่าประสบการณ์ในการพัฒนาเสิร์ชเอนจินจะเป็นศูนย์ก็ตาม
กลับกัน โปรแกรมเมอร์บางส่วนมีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาแอปพลิเคชันมากกว่าเสียด้วยซ้ำ
จุดนี้ทำให้ มร.บิล เกตส์ คำนวณได้ไม่ยากว่า กูเกิลอาจมีโครงการพิเศษซ่อนอยู่ และต้องเฝ้ารอด้วยใจระทึกจวบจนวันนี้ มันเริ่มปรากฏเป็นรูปเป็นร่างแล้ว
... จบข่าว
เป็นไงครับ ธุรกิจซอร์ฟแวร์ ไม่ใช่เรื่องหมูๆ ต่อสู้กันไปมา เป็นทั้งผู้รุก และเป็นผู้ตั้งรับไปในตัว สนุกสนานมากเลย อิอิ...
POAKPONG.com,
Update to 2008.
This work is licensed under a Creative Commons Attribution 3.0 License.
เนื้อหา ข้อความ ความเชื่อ ในเว็บไซต์นี้ เป็นความคิดเห็นของผู้เขียน ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน และคิดหาเหตุผลเพิ่มเติมด้วยตัวเอง รวมทั้งรูปภาพ ภาษา ซึ่งอาจไม่ถูกต้องตามหลักภาษา ผู้อ่านต้องใช้วิจารณญาณเช่นกัน