1 มิถุนายน 2568
เคยงงกับข่าว การแก้ไข กฎหมาย บ้างหรือไม่ ถ้าอยากอ่านฉบับเต็ม ต้องเอาฉบับหลัก มาเทียบประกอบ ถึงจะสมบูรณ์
17 พฤษภาคม 2568
ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. จำเป็นต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า 90 วัน แต่การเลือกตั้งซ่อม จะต้องจัดภายใน 45 วัน นับจากวันที่ ส.ส. ลาออก
14 กุมภาพันธ์ 2568
หลายคนอาจจะงง เวลาเจอสื่อนำเสนอข่าว เกี่ยวกับการเสนอแก้ไข รธน. มาตรา 256 และการเพิ่มหมวด 15/1 มันคืออะไรกันแน่ ทำไม สส. และ สว. จำนวนหนึ่ง ถึงไม่ยอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้น
13 กุมภาพันธ์ 2568
มาตรา 256 ใน รัฐธรรมนูญ 2560 คือขั้นตอนแก้ รธน. ที่ถูกวางล็อคเอาไว้หลายชั้น โดยเฉพาะที่ต้องมีจำนวน สว. มากกว่าหนึ่งในสาม เห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
22 พฤษภาคม 2564
คนเรายังคงมีชีวิตอยู่ได้ไม่ว่าจะอยู่ในระบอบการปกครองแบบใด แต่จะดีกว่านี้ถ้าได้อยู่ในระบอบประชาธิปไตยแท้จริง
แล้วที่ผ่านมาไม่มีประชาธิปไตยตรงไหน?
22 พฤษภาคม 2557 ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ คสช. รัฐประหารยึดอำนาจ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเป็นนายกที่มาจากการเลือกตั้ง
26 กุมภาพันธ์ 2560
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ประกาศเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2557 มีอยู่ 1 มาตรา ที่สามารถใช้แทน (replace) กฎหมายทุกข้อ ในประเทศไทย นั้นคือ มาตรา 44 หรือ ม.44 ที่หลายคนพูดจนติดปาก และเห็นว่ามันดี

7 เมษายน 2558
ทำความเข้าใจ 15 ประเด็น กับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อาศัยอำนาจตาม รัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) มาตรา 44 แทนกฏอัยการศึก

13 พฤษภาคม 2557
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560
รัฐธรรมนูญ มาตรา 171 ว่าด้วยการพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี ในรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. 2560
รัฐธรรมนูญ มาตรา 167
รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
(1) ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 170
(2) อายุสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร
(3) คณะรัฐมนตรีลาออก
(4) พ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุตามมาตรา 144
เมื่อรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งตาม (1) (3) หรือ (4) ให้ดำเนินการเพื่อให้มีคณะรัฐมนตรีขึ้นใหม่ตามมาตรา 158 และมาตรา 159
รัฐธรรมนูญ มาตรา 168
ให้คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปภายใต้เงื่อนไข ดังต่อไปนี้
(1) ในกรณีพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 167 (1) (2) หรือ (3) ให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ เว้นแต่ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 167 (1) เพราะเหตุขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 หรือมาตรา 160 (4) หรือ (5) นายกรัฐมนตรีจะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปมิได้
(2) ในกรณีพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 167 (4) คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งจะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปมิได้
ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปมิได้ตาม (2) หรือคณะรัฐมนตรีที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปลาออกทั้งคณะ และเป็นกรณีที่ไม่อาจดำเนินการตามมาตรา 158 และมาตรา 159 ได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด หรือยังดำเนินการตามมาตรา 158 และมาตรา 159 ไม่แล้วเสร็จ ให้ปลัดกระทรวงปฏิบัติหน้าที่แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงนั้นๆ เฉพาะเท่าที่จำเป็นไปพลางก่อน โดยให้ปลัดกระทรวงคัดเลือกกันเองให้คนหนึ่งปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี
รัฐธรรมนูญ มาตรา 169
คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 167 (2) และต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามมาตรา 168 ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้
(1) ไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป เว้นแต่ที่กำหนดไว้แล้วในงบประมาณรายจ่ายประจำปี
(2) ไม่แต่งตั้งหรือโยกย้ายข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำหรือพนักงานของหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือพ้นจากตำแหน่ง หรือให้ผู้อื่นมาปฏิบัติหน้าที่แทน เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อน
(3) ไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติให้ใช้จ่ายงบประมาณสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อน
(4) ไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐเพื่อกระทำการใดอันอาจมีผลต่อการเลือกตั้งและไม่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด
รัฐธรรมนูญ มาตรา 170
ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เมื่อ
(1) ตาย
(2) ลาออก
(3) สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ไว้วางใจ
(4) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160
(5) กระทำการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 186 หรือมาตรา 187
(6) มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรีตามมาตรา 171
นอกจากเหตุที่ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามวรรคหนึ่งแล้ว ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดเวลาตามมาตรา 158 วรรคสี่ ด้วย
ให้นำความในมาตรา 82 มาใช้บังคับแก่การสิ้นสุดของความเป็นรัฐมนตรีตาม (2) (4) หรือ (5) หรือวรรคสอง โดยอนุโลม เพื่อประโยชน์แห่งการนี้ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ด้วย
รัฐธรรมนูญ มาตรา 171
พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคำแนะนำ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
รัฐธรรมนูญ มาตรา 171 และ มาตรา 172 ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ในประเด็นที่มาของนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ว่ามาจากวิธีการใดได้บ้าง
รัฐธรรมนูญ มาตรา 171
พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งและรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกินสามสิบห้าคนประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าทีบริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน
นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งได้รับแต่งตั้งตามมาตรา 172
ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี
นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินกว่าแปดปีมิได้
รัฐธรรมนูญ มาตรา 172
ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภายใน สามสิบวันนับแต่วันที่มีการประชุมรัฐสภา เป็นครั้งแรกตามมาตรา 127
การเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามวรรคหนึ่ง ต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรรับรอง
มติของสภาผู้แทนราษฎรที่เห็นชอบด้วยในการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องมีคะแนนเสียงมากว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร การลงมติในกรณีเช่นว่านี้ให้กระทำโดยการลงคะแนนโดยเปิดเผย
2 ธันวาคม 2556
อำนาจอธิปไตย
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 3 อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้
ขยายความ : อำนาจอธิปไตย
อำนาจอธิปไตย หมายถึง อำนาจสูงสุดในการปกครองรัฐ ดังนั้น สิ่งอื่นใดจะมีอำนาจยิ่งกว่าหรือขัดต่ออำนาจอธิปไตยหาได้ไม่
อำนาจอธิปไตยนั้น โดยหลักสากล แต่ละรัฐจะมีองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยอยู่ 3 องค์กร ได้แก่ อำนาจบริหาร (รัฐมนตรี) อำนาจนิติบัญญัติ (รัฐสภา) และอำนาจตุลาการ (ศาล)
ฝ่ายบริหาร: รัฐบาลและคณะรัฐมนตรี -- หน้าที่ นำกฎหมายมาบังคับใช้และออกกฎหมายบางส่วนที่มีความสำคัญน้อยกว่านิติบัญญัติ
ฝ่ายนิติบัญญัติ: สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร -- หน้าที่ ออกกฎหมาย พิจารณาเงินงบประมาณและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล
ฝ่ายตุลาการ: หน่วยงานศาลและกระทรวงยุติธรรม -- หน้าที่ ตีความตัวบทกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งตัดสินพิจารณาคดี
4 สิงหาคม 2550
คำแนะนำในการชม...
1. สำหรับคนที่ "ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะ รับ หรือ ไม่รับ" ขอให้ดูวิดีโอทุกคลิป! เพื่อรับข้อมูลรอบด้าน (อาจใช้เวลาสักหน่อย แต่คุ้มค่ามากๆ)
2. สำหรับคนที่บอกว่า "จะรับ" ก็ขอเวลาสักนิด นั่งฟังข้อมูลของฝ่าย "ไม่รับ" ว่าเค้าให้ข้อคิดเห็นว่าอย่างไร ซึ่งปกติตามสื่อหรือแหล่งข้อมูลอื่นๆ ไม่ค่อยมีการพูดถึงข้อมูลของฝ่าย "ไม่รับ" หรือพูดก็น้อยมาก! เลือกดูคลิปวิดีโอเฉพาะ "ไม่รับ" ก็น่าจะโอเคแล้ว
-----
วันที่ 3 สิงหาคม ที่ผ่านมา มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย หรือ พีเนต ได้จัดให้มีงานดีเบต เสนอความคิด รับ-ไม่รับ ร่าง รัฐธรรมนูญ ฉบับรับฟังความคิดเห็น พ.ศ. 2550 โดยให้ตัวแทนของ สสร. (ที่ยังไงก็ต้องเชียร์ รธน.ที่เขียนมากับมือ) กับตัวแทนฝ่ายนักวิชาการ และนักการเมือง (ที่เห็นว่า รธน.นี้ มีปัญหา)
โดยมีคนร่วมเวทีดังนี้
ฝ่ายรับ
1. จรัล ภักดีธนากุล
2. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
3. สมคิด เลิศไพฑูรย์
ฝ่ายไม่รับ
1. นิธิ เอียวศรีวงศ์
2. จาตุรนต์ ฉายแสง
3. วรเจตน์ ภาคีรัตน์
การดีเบตที่เกิดขึ้น จัดที่บ้านมนังคศิลา และถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์หลายช่อง โดยเว็บไซต์ prachatai.com จับมือกับ peoplechannel.org และ nationchannel.com ทำการยิงสัญญาญ มาถ่ายทอดสดในเว็บไซต์ prachatai.com ด้วยเช่นกัน
สำหรับเนื้อหา/บทสรุป ในการ "รับ" หรือ "ไม่รับ" ของแต่ละคนจะเป็นอย่างไร สามารถเลือกอ่าน และ ดูได้จาก link ต่อไปนี้
‘ดีเบต’ รธน.40 VS รธน. 50
- บทคัดย่อ: จรัญ-เจิมศักดิ์-สมคิด VS นิธิ-จาตุรนต์-วรเจตน์
- คำต่อคำ: จรัญ ภักดีธนากุล vs นิธิ เอียวศรีวงศ์
- คำต่อคำ: เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง vs จาตุรนต์ ฉายแสง
- คำต่อคำ: สมคิด เลิศไพฑูรย์ VS วรเจตน์ ภาคีรัตน์
- คำต่อคำ: บทสรุปสองฝ่าย โดย ‘วรเจตน์’ และ ‘จรัญ’
- วิดีโอคลิป การดีเบต 3 สิงหาคม 2550 ณ บ้านมนังคศิลา