เกริ่นนำ: ผมจะพยายามนำเสนอข้อมูลต่างๆ ผ่านเว็บนี้ เพื่อสื่อสารไปยังผู้ว่าฯ กทม. คนต่อไป (หรือผู้สมัคร ผู้ว่าฯ) - ไม่ว่าใครจะได้รับเลือกให้เป็นผู้ว่าฯ กทม. ก็ตาม
ตอนที่ #3 ปัญหาการจราจร และระบบขนส่งมวลชน
เข้าเรื่อง... จากที่ผมเป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องเดินทางไปในระบบการจราจรและขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ มาเป็นเวลายาวนาน คิดว่าหลายสิ่งที่ทำงานอยู่ในปัจจุบัน อาจเป็นปัญหาเสียเอง ที่ทำให้เกิดอาการจราจรติดขัด สร้างความไม่สะดวกในการเดินทาง เอาเป็นว่าพูดถึงข้อเสนอเลยดีกว่า...
ข้อเสนอหลัก
- ประสานงานให้มีการยกเลิกการใช้ตำรวจจราจร มาควบคุมสัญญาณไฟในชั่วโมงเร่งด่วน มีตลกร้าย ซึ่งไม่ค่อยตลกสักเท่าไหร่ "ถ้าแยกไหนรถติดมากกว่าปกติ แสดงว่าแยกนั้นมีตำรวจมาควบคุมสัญญาณไฟ" เสนอให้ใช้ระบบอัตโนมัติแสดงเวลาด้วยคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา (ซึ่งปัจจุบันในเวลาที่ไม่ใช่ชั่วโมงเร่งด่วน ระบบนี้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ) หากเกิดปัญหารถล้นแยก ก็สามารถปรับแก้เวลาให้เหมาะสมกับปริมาณรถยนต์ ได้ด้วยระบบคอมพิวเตอร์
- ดำเนินการผลักดันอนุญาต ให้รถเมล์ รถขนส่งมวลชน สามารถวิ่งข้ามสะพานหรือลอดอุโมงค์ ผ่านแยก (อาจเกี่ยวกับข้อกฎหมาย) ซึ่งในหลายกรณี ถนนที่ขนานกับสะพานหรืออุโมงค์ จะถูกให้หยุดรอสัญญาณไฟนานกว่าถนนที่ตัดกับสะพานหรืออุโมงค์นั้นๆ
- ย้ายป้ายรถเมล์ให้ตำแหน่งเหมาะสมกับสภาพการจราจร เช่น ย้ายป้ายรถเมล์อยู่ใต้สะพานหรือบนอุโมงค์ ให้รถเมล์สามารถหยุดรับ-ส่งผู้โดยสาร และวิ่งผ่านข้ามสะพานหรือลอดอุโมงได้ง่าย อาจมีข้อกังวลว่าผู้โดยสารจะต้องใช้ระยะทางในการไปป้ายรถเมล์ไกลขึ้น แต่ถ้าเทียบกับระยะทางในอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดิน ถือว่าไม่ไกลกว่ากันมากนัก
- ประสานงานให้มีตรวจสอบสภาพรถที่ให้บริการอย่างสม่ำเสมอ ปัจจุบันรถเมล์ร่วมบริการหลายคันส่วนใหญ่ มีอายุการใช้งานมาไม่น้อยกว่า 10 ปี ไม่มีการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ ควันดำ สกปรก รวมทั้งความปลอดภัยต่ำ
ข้อเสนอรอง
- ลดภาระค่าใช้จ่ายในการใช้งานรถเมล์ รถขนส่งมวลชน โดยการใช้เงินอุดหนุนให้ผู้บริโภคจ่ายค่าโดยสารน้อยลง เช่น ลดค่าโดยสารครึ่งราคาทุกคัน หรือให้สิทธิลดพิเศษ สำหรับนักเรียน นักศึกษา
- ปรับปรุงป้ายรถเมลให้สามารถอำนวยความสะดวกได้อย่างแท้จริง บางป้ายรถเมล์มีเก้าอีนั่งรอ แต่ไม่สามารถนั่งได้ เพราะมีกระถางต้นไม้ลอยอยู่เหนือเก้าอี้นั่ง รวมทั้งควรมีถังขยะในทุกป้ายรถเมล์
หมายเหตุ: ข้อเสนอที่นำเสนอนี้ เป็นนำไปเป็นเงื่อนไขในการพิจารณานโยบายของผู้สมัครแต่ละคน เพื่อเลือกผู้ว่าฯ กทม.ในส่วนตัวของผมเองด้วย
-----
- ตอนที่ #2 "ไอเดียสำหรับกรุงเทพฯ" เว็บไซต์นำเสนอความคิดเกี่ยวกับกรุงเทพฯ
- ตอนที่ #1 หมาก็เป็นผู้ว่าฯ กทม. ได้!
Poakpong's Blog | Add New Comments
ช่วงนี้มีการเปิดประเด็นหลายเรื่องที่มีผลกระทบต่อคณะรัฐบาลที่นำโดย ทักษิณ ชินวัตร และกรุงเทพมหานคร ที่นำโดย อภิรักษ์ โกษะโยธิน ทั้งในเรื่องของมหานครสุวรรณภูมิ และส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าลอยฟ้า บีทีเอส เนื้อหาข่าวก็อ่านกันเอาเองละกัน
ให้คนในพื้นที่เลือกเอง
ไม่ผิดจากที่คาดการณ์ไว้ว่า จะต้องเป็นข่าวใหญ่ ประเด็นโครมคราม ทางหน้าหนังสือ-พิมพ์ไปอีกยาว กับหนึ่งในอภิมหา โปรเจกต์ของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดโพยออกมา “นครสุวรรณภูมิ” จังหวัดที่ 77 ของประเทศไทย
ตื่นเต้น ฮือฮา
เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญ ที่มีผลถึงการเปลี่ยนวิถีชีวิตการเมืองของประชาชน โดยเฉพาะคนในพื้นที่เขตประเวศ ลาดกระบัง กทม. และอำเภอบางพลี บางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ
เอาเป็นว่าจากเดิมที่ถูกจัดอยู่ในชั้นรอบนอก เป็นคนชานเมือง เป็นคนต่างจังหวัด คุ้นเคยกับอาชีพทางการเกษตรกรรมบรรยากาศแบบชนบท แต่ตามแผนของรัฐบาลที่ออกมา
คนในพื้นที่เหล่านี้จะกลายเป็นคนในมหานครสุดหรู
อยู่ในจุดศูนย์กลางทางการบินที่จะคลาคล่ำไปด้วยแหล่งธุรกิจ ความเจริญต่างๆนานาจะหลั่งไหลเข้าไป
ใครไม่ตื่นตัวก็ความรู้สึกช้าเต็มที
เพราะอย่างน้อยโครงการใหญ่ๆที่พลิกวิถีชีวิตคนในพื้นที่ขนาดนี้ มันก็มีทั้งคนที่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย มีทั้งผลด้านดีและผลกระทบด้านลบ
นั่นว่ากันเฉพาะในมุมของคนพื้นที่
แต่ที่แน่ๆในส่วนของฝ่ายบริหารระดับสูงของบ้านเมือง ดูเหมือนว่านาทีนี้ ปมนครสุวรรณภูมิ
กลายเป็นประเด็นการเมืองไปแล้ว
โฟกัสจากที่หะแรกเลย ฝ่ายรัฐบาลเปิดโพยออกมาในวันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม หลังทีมงานของกระทรวงมหาดไทยนำเสนอแผนให้นายกฯทักษิณเคาะโต๊ะ ได้ข้อสรุปเบื้องต้นจะรวมเอาเขตลาดกระบัง เขตประเวศเข้าไปผนวกในพื้นที่มหานครสุวรรณภูมิ เป็นจังหวัดที่ 77 ของประเทศไทย
ปรากฏว่าในทันทีทันควัน วันรุ่งขึ้นก็มีปฏิกิริยาออกมาจากศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร นำทีมโดยนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯกับผู้บริหาร กทม. ประสานเสียงขวางลำ
ยก 4 ประเด็นใหญ่หักล้าง
1. สนามบินในต่างประเทศ เช่น ฮ่องกง มาเลเซีย ได้สร้างให้แยกจากตัวเมือง และพัฒนาระบบคมนาคมเพื่อขนส่งผู้โดยสารเข้าเมืองแทน ขณะที่สนามบินสุวรรณภูมิอยู่ห่างกรุงเทพฯเพียง 28 กิโลเมตร กทม.จึงมีโครงการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งคนเข้าในเมือง
2. ปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องพื้นที่เมืองจะกีดขวางทางระบายน้ำ
3. การสร้างเมืองใหม่ซึ่งอยู่ติดกับกรุงเทพฯจะส่งผลกระทบต่อกรุงเทพฯในภาพรวม โดยเฉพาะเรื่องการลงทุนในอนาคตงบประมาณในการพัฒนาเมืองทั้งหมด รัฐบาลจะทุ่มงบฯพัฒนาไปลงที่สุวรรณภูมิแทน เช่นเดียวกับภาคธุรกิจ เอกชน
4. กทม.ได้วางแผนพัฒนาเมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืนในระยะเวลา 20ปี โดยวางแผนให้พื้นที่เขตลาดกระบัง ประเวศ หนองจอก และมีนบุรี เป็นพื้นที่รองรับการพัฒนาเมืองใหม่ เพื่อเชื่อมความเจริญจากสนามบินสุวรรณภูมิ
สรุปไม่เอาด้วยกับแผนของรัฐบาล งัดข้อกันซึ่งๆหน้า
เจอมุกนี้เข้าไปมีหรือมวยบุกอย่างนายกฯทักษิณจะอยู่เฉยๆ
จากเดิมที่ว่าจะทำเป็นนครสุวรรณภูมิ หรือจังหวัดที่ 77 ของประเทศไทย แต่พอผู้บริหาร กทม.ออกมาขวางลำ ตั้งท่าคัดค้าน “ทักษิณ” เลยตั้งเป้าใหม่
วางแผนให้กลายเป็นกรุงเทพฯ 2 เป็น “มหานครสุวรรณภูมิ” เบิ้ลกลับ “อภิรักษ์” ซะเลย
ในขณะที่ฝ่าย ปชป.ค่ายใหญ่ของ “อภิรักษ์” ก็ออกมาแตะมือกับฝ่าย กทม.ร่วมด้วยช่วยกันแฉดักคอคนรัฐบาล เป็นแค่แผนปั่นราคาที่ดินย่านสนามบินหนองงูเห่า ที่มีคนไปกว้านซื้อไว้หมดแล้ว
แค่เปิดโพยกันไม่ทันไร ล่อกันไปคนละตุ้บสองตุ้บ
นาทีนี้ผลด้านบวกด้านลบเลยยังสรุปไม่ได้ เพราะต่างฝ่ายต่างอ้างเหตุผลเพื่อสนับสนุนธงของตัวเอง
ประชาชนฟังทางโน้นทีทางนี้ที สับสน
แต่ก็ถือเป็นเรื่องดีเหมือนกันที่ชาวบ้านทั่วไปจะได้มีโอกาสชั่งใจ ประมวลข้อมูลด้านไหนมีเหตุมีผลน่าเชื่อถือ เป็นประโยชน์กับตัวเองมากที่สุด
แต่ถ้าจะให้ดีกว่านี้ ถ้าถึงเวลาที่ต้องตัดสินกันจริงๆเพื่อตัดประเด็นการเมือง ผลประโยชน์ฝ่ายโน้นฝ่ายนี้ออกไปจากสารบบ
อภิมหาโปรเจกต์ระดับนี้โครงการนครสุวรรณภูมิที่จะมีผลต่อวิถีชีวิตของคนใน 4 พื้นที่ใหญ่ เขตลาดกระบัง เขตประเวศ อำเภอบางพลี อำเภอบางบ่อ จะต้องได้รับผลกระทบโดยตรง
ก็ควรให้คนในพื้นที่ได้โอกาสตัดสินใจเลือกวิถีชีวิตของตัวเองก่อนเป็นคิวแรก
รัฐบาลต้องเปิดประชาพิจารณ์ถามชาวบ้านในพื้นที่ เป็นแนวทางยุติธรรมที่สุด
แฟร์ด้วยกันทุกฝ่าย.
วิเคราะห์การเมืองจาก: ไทยรัฐ
...
ไม่ง้อรัฐบาล กทม.สร้างส่วนต่อขยายบีทีเอสตากสินเอง
“อภิรักษ์” ทุ่ม 2,300 ล้าน สร้างส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าบีทีเอสตากสินเอง ไม่รอรัฐบาล คาดเปิดใช้บริการได้ในเดือนตุลาคม 2549 ส่วนที่เหลืออีก 2 เส้นทาง รอการตัดสินใจของรัฐบาลภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้ วางแผนออกพันธบัตรระดมทุนเป็นค่าก่อสร้าง ย้ำเป็นอำนาจที่ กทม.ทำได้ ไม่ใช่ประเด็นการเมือง
นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะผู้บริหารว่าที่ประชุมได้หารือเรื่องทางออกการดำเนินการส่วนต่อขยายบีทีเอส 3 เส้นทาง ได้แก่ 1.บีทีเอสตากสิน-ถนนตากสิน 2.2 กม. 2.บีทีเอสอ่อนนุช-สำโรง 8.9 กม. และ 3.บีทีเอสช่องนนทรี-สาธุประดิษฐ์ 8.5 กม. มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่า กทม. จะเลือกดำเนินการในเส้นทางบีทีเอสตากสิน-ถนนตากสินเอง โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการ กทม. พ.ศ.2528 และ พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 มาตรา17(21) และมาตรา 18
และจะนำเรื่องนี้หารือในสภา กทม. ในวันที่ 19 ต.ค.นี้ และจะพยายามนำเรื่องนี้ขอความเห็นชอบจากสภา กทม. อนุมัติงบก่อสร้างราว 2,333 ล้านบาท แยกเป็น 1.ค่าก่อสร้างสถานีและโครงสร้างพื้นฐาน 1,033 ล้านบาท และ 2.ค่าติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณและไฟฟ้า 1,300 ล้านบาท ซึ่งได้ตรวจสอบกับสำนักงบประมาณ กทม. แล้วพบว่า กทม. มีเงินเพียงพอที่จะดำเนินการได้เองทั้งหมด ขอเพียงให้เรื่องผ่านสภา กทม.เท่านั้น ก็จะเริ่มดำเนินการทันที คาดว่าจะแล้วเสร็จและพร้อมเปิดให้บริการได้ภายในเดือน ต.ค.2549
“แม้ กทม. จะผลักดันตามระเบียบแล้วก็ยังไม่มีข้อยุติ วันนี้ผู้บริหารมีมติให้ กทม.ทำเอง ใช้งบประมาณของ กทม. 100 เปอร์เซ็นต์ ใช้เวลาไม่เกิน 1 ปีก็แล้วเสร็จ ไม่มีเหตุผลที่จะรอต่อไป” นายอภิรักษ์ กล่าว
นายอภิรักษ์ กล่าวว่า การตัดสินใจดำเนินการเองเป็นเพราะช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กทม. ใช้ความพยายามรอการแก้ไขมติ ครม. ให้เอกชนลงทุนในเส้นทางส่วนต่อขยายมานาน แต่แล้วกลับไม่มีความคืบหน้าใด ๆ จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะรอต่อไป ประกอบกับวันนี้ มีปัญหาทั้งเรื่องวิกฤติการจราจร และน้ำมันแพง ขณะที่ประชาชนเองก็ไม่เข้าใจว่าโครงสร้างทางวิ่งบริเวณสะพานตากสินสร้างเสร็จนานแล้วแต่เหตุใด กทม. ไม่นำรถมาวิ่ง เมื่อพิจารณารอบด้านแล้ว กทม. จะใช้เงินงบประมาณลงทุนก่อสร้างเอง และวางแผนไว้แล้วว่าจะให้บริษัทกรุงเทพธนาคม ซึ่งเป็นบริษัทเข้ามาวางแผนและบริหารการจัดการเดินรถ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่ากรุงเทพธนาคมอาจจะไปเช่ารถบีทีเอสมาวิ่ง หรือไปเช่ารถไฟใต้ดินมาวิ่งก็ได้
ส่วนการตัดสินใจดังกล่าวอาจจะถูกมองว่า กทม. ทำขัดกับมติ ครม. หรือไม่นั้น นายอภิรักษ์ ตอบว่า กทม. มีความจริงใจและเคารพในกติกา แต่เมื่อไม่มีความชัดเจน และเห็นว่าวิธีนี้จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดและสร้างประโยชน์ให้กับทุกคน จึงจำเป็นต้องเดินหน้าทำเอง อย่าลืมว่า กทม. เป็นท้องถิ่นรูปแบบพิเศษส่วนกลางต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นไม่ใช่เก็บเรื่องไปดูเอง ถ้า กทม. ตัดสินใจเองได้ป่านนี้ก็ทำเสร็จและเปิดให้บริการไปนานแล้ว
อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่เหลืออีก 2 เส้นทางจะยังรอเรื่องให้เข้าสู่ที่ประชุม ครม.อีกครั้ง หากภายในเดือนตุลาคมยังไม่มีความชัดเจนก็จะพิจารณาดำเนินการเอง แต่อาจจำเป็นต้องออกพันธบัตรระดมทุนจากประชาชน เพื่อนำเงินมาลงทุน
ข่าวจาก: ผู้จัดการออนไลน์
...
อ่านแล้วก็คิดกันเอาเองนะครับ ว่าช่วงนี้ท่านผู้หลักผู้ใหญ่หลายๆ คน นั้นคิดอะไรกันอยู่ ทำไปทุกอย่างนั้นเพื่อใคร จะกลับมาถึงประชาชนกันสักกี่มากน้อย.... -_-!!
...
ปิดท้ายด้วยเสียงบันทึกรายการ เมืองไทยรายสัปดาห์ ในเวอร์ชั่น Podcast สามารถฟังได้ทั้งเครื่อง PC และเครื่องแมค - ยิ่งถ้ามีโปรแกรม iTunes ด้วยแล้ว ก็สบายเลย... ((ดาวน์โหลด iTunes 6.0))
ก๊อปปี้ URL นี้ ( http://mac.thaidayradio.com/podcasts ) ไปใส่ในช่อง Subscribe to Podcast ได้ทันที
...
Poakpong's Blog | Add New Comments
และแล้วก็มาถึงวันทำการวันสุดท้ายก่อนหมดอายุใบจองชื่อครั้งที่สอง (หมดอายุวันที่ 14 พ.ค.) ไปถึงกระทรวงพาณิชย์เกือบสิบโมง ไปถึงตกใจเลย โห.. ทำไมคนมันเยอะอย่างนี้ รถมอไซต์จอดกันล้นที่จอดรถเลย คงต้องต่อคิวยาวแน่ๆ เลย
แต่เปล่าเลย... วันนี้มันเป็นวันตลาดนัดต่างหาก นึกว่าคนที่มาติดต่อราชการจะเยอะ แต่ที่เยอะน่ะแม่ค้าต่างหาก ^_^



วันนี้เลยเอา logo บริษัทมาให้ดูกัน (แต่ห้ามถามนะว่าแปลว่าอะไร ^_^)
หลังจากจดทะเบียนเรียบร้อยก็ไปทำงานต่อ ... เหอะๆๆ ยังคงต้องมีงานทำกันต่อไป ช่วงนี้บรรยากาศในที่ทำงานมันแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้ เหมือนเดือนหน้าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรทำนองนั้น เฮ้อ.. จะเป็นยังไงน้าา...
ตกเย็นก็กะว่าจะไปหาพี่ที่ทำงานเก่าสักหน่อย ออกมาตอนแรกฟ้ายังไม่ค่อยมืดสักเท่าไหร่ แต่ตอนมาจากพระราม 7 ไปถึงแยกบางพลัดฟ้าก็เริ่มมืด (แบบว่ามืดจริงๆ เมฆดำทั่วฟ้า) ฝนเริ่มตก เอาล่ะครับถึงคราวที่ต้องหยุดพักซะแล้ว จริงๆ แล้วจะลุยต่อไปก็ได้ แต่ PowerBook ที่แบกอยู่ด้านหลังบอกว่า หลบฝนเหอะ เดี๋ยวเจ๊ง...



ระหว่างที่รอฝนซานั้นก็ลุยฝนไปกินข้าว ใกล้ๆ แถวนั้น พอฝนซาก็ขับต่อ แต่คิดว่าถ้าลุยละอองฝนต่อไปอย่างนี้ คงไม่ไหวแน่ เลยแวะ mini lotus ที่ปั้มเอสโซ่ เอาถุงพลาสติกสัก 2 ใบดีกว่า
กลับถึงบ้านด้วยสถาพสบักสบอมพอสมควร อิอิ ...
...
เกือบลืมอีกแล้ว... หลายวันก่อนมีหนังสือส่งมาจากเมกาใส่ซองกระดาษมาซะด้วย แต่เปิดดูเหมือนโดนฝนมาด้วยเล็กน้อย สังเกตจากมุมหนังสือได้ ^_^

Poakpong's Blog | Add New Comments
เฮ้.... กว่าจะปลีกเวลามาอัพเดท blog ได้ เล่นเอาเหงือตก (ก็มันร้อนสุดๆ เลยอ่ะ) ช่วงนี้อาจจะไม่ค่อยได้อัพเดทเว็บไซต์สักเท่าไหร่ - จริงๆ แล้วเตรียมจะอัพเดท เกมในส่วน FFF (http://www.poakpong.com/fff.php) ประมาณ 3-4 เกม เอาไว้เร็วๆ นี้จะใส่ไว้ให้ลองเล่นกันครับ
เช้านี้ (ศ.6/5/05) ออกจากบ้านตั้งแต่ 8.40 รีบบึ่งไปอ๊อฟฟิต เพราะมีนัดไปช่วยเค้า present งานที่กรมโรงงานตอน 10 โมง - ตอนออกจากบ้าน บรรยากาศไม่ค่อยจะร้อนสักเท่าไหร่ คิดว่าเช้านี้คงไม่ร้อนเหมือนกับตอนที่ออกตอนเที่ยงๆ บ่ายๆ - ออกไปสักพักอากาศเริ่มร้อนขึ้นมาทันที .... เซ็งเลย ....
จากวงแหวน-รัตนาธิเบศ ไปถึง สะพานพระนั่งเกล้า รถวิ่งได้คล่องตัวบิดไป 90+ กม./ชม. แต่พอพ้น สะพานไปเท่านั้น รถไม่รู้มาจากไหนเต็มไปหมด ถนนมีอยู่ 3 เลน วิ่งซ้อนกัน 4 คันแถมบางช่วง ยังลงไปวิ่งตรงไหล่ทางซะอีก แล้วเรามอไซด์คันเล็กๆ มันจะแทรกไปยังไงละเนี่ย บีบแตรก็แล้ว เปิดไฟสูงใส่ก็แล้ว ไม่สำนึกกันเลย เฮ้อ...
ทำไมวันนี้ blog สั้นจัง![]()
Poakpong's Blog | Add New Comments
ก่อนจะขับรถออกไปทำงานในแต่ละวัน สิ่งหนึ่งที่ต้องทำเป็นประจำคึือ ตรวจสอบความปลอดภัยก่อนจะขับรถ ซึ่งเป็นส่ิงจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเราจะต้องมีสมาธิในการขับขี่
ก่อนขึ้นรถ ควรเดินรอบๆ รถ ก่อนเริ่มตั้งแต่กระจกหน้า กระจกหลัง ดูว่าสะอาดดีหรือไม่ เพื่อช่วยให้มองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ไฟหน้า กับไฟเบรกล่ะสะอาดดีหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าเหยียบเบรคแล้วรถคันหลังมองไม่เห็นไฟเบรค ลมยางแบนหรือไม่ เพราะถ้าลมอ่อนเพียงเส้นเดียว ก็อาจทำให้เกิดอันตรายได้
ประตูรถ หลายๆ คนมักไม่ค่อยให้ความสนใจประตูที่ปิดไม่สนิท เวลาเบรคแรงๆ ประตูอาจจะเปิดหรือคนที่นั่งพิง อาจจะหล่นออกไปกลิ้งบนถนนได้ หรือบางครั้งอาจจะมีคนมาเปิดประตูรถและจี้ปล้น ฉะนั้นก่อนออกรถตรวจสอบให้ดีว่าประตูทุกด้านปิดสนิทดีแล้ว
ปรับที่นั่งให้เหมาะ การปรับที่นั่ง โดยต้องนั่งก้นชิดเบาะที่นั่ง แผ่นหลังแนบพนักพิง ช่วงคอตรง แขนและไหล่ทิ้งลงในท่าสบายๆ ตำแหน่งที่นั่งต้องมองเห็นทัศนวิสัยที่กว้าง ทั้งด้านตรง ข้าง และหลังมีความสะดวกในการควบคุมรถ รวมทั้งการใช้อุปกรณ์ต่างๆ ด้วย
ปรับกระจก กระจกเปรียบได้เป็น "ตาที่ 3" เคยสังเกตไหมว่ากระจกในรถมี 2 แบบ กระจกมองหลังเป็นกระจกแบบราบ ส่วนกระจกข้างจะเป็นกระจกแบบนูน เราความปรับให้อยู่ในตำแหน่งที่สามารถเหลือบดูได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องชะเงื้อ หรือหันคอไปดู
คาดเข็มขัดนิรภัย วิธีคาดเข็มขัดหลายๆ คนก็คงรู้กันแล้ว ขอแนะนำเพิ่มอีกสักนิดว่า ควรคาดสายเข็มขัดส่วนล่างผ่านหน้าตัก ให้ต่ำกว่าเข็มขัดกางเกงหรือกระโปรงของเรา ส่วนด้านบนให้พาดผ่านไหปลาร้า อย่าพาดผ่านลำคอ เดี๋ยวจะเสียชีวิตเพราะเข็มขัดได้
สตาร์ตเครื่องยนต์ ก่อนสตาร์ต ต้องขึ้นเบรคมือไว้ก่อน และเข้าเกียร์ว่าง (เกียร์ธรรมดา) หรือเกียร์ N หรือ P (เกียร์อัตโนมัติ) ที่ต้องขึ้นเบรคมือไว้เพื่อป้องกันไม่ให้รถไหลในขณะสตาร์ตรถ อย่าวางใจการเหยียบคลัตช์ให้สุดในขณะสตาร์ต (เกียร์ธรรมดา) นั่นเป็นสิิ่งที่ดีเพราะช่วยถนอมไดสตาร์ต ยืดอายุแบตเตอรี่ และทำให้เครื่องยนต์ติดเร็ว
ตรวจสอบสัญญาณไฟต่างๆ บนเกจ์วัดในขณะเครื่องยนต์ติดแล้ว ให้สังเกตสัญญาณไฟต่างๆ ที่หน้าปัดรถว่าดับหรือไม่ ถ้าหากไม่ดับ แสดงว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ควรรีบหาทางแก้ไข
ทดสอบเบรคเท้า เมื่อขับขี่ไปได้สักเล็กน้อย ควรลองแตะเบรคเบาๆ เพื่อทดสอบเบรคดูว่าทำงานเป็นปกติดีหรือไม่ จะได้รู้และแก้ไขได้ทันก่อนออกท้องถนน
ขั้นตอนตรวจสอบความปลอดภัยของรถทั้ง 8 ข้อนี้ จะใช้เวลาไม่มากเลย หากได้ทำจนเป็นนิสัย แต่รับรองได้ว่าผลที่ได้นั้นคุ้มค่า และช่วยให้ปลอดภัยมาขึ้นแน่นอน
POAKPONG.com,
Update to 2008.
This work is licensed under a Creative Commons Attribution 3.0 License.