สืบเนื่องจากที่จะต้อง ขี่มอ'ไซด์เข้า-ออกเมือง อยู่เป็นประจำ (บ้านอยู่นอกเมือง แต่ต้องรับ-ส่งงาน ในเมืองตลอด) ทำให้ชีวิตนี้ ต้องคลุกคลีกับการจราจรในเมือง-และรอบเมือง มาโดย
ตลอดตั้งแต่พ่อซื้อมอ'ไซด์ให้ใช้
ที่ว่าคลุกคลี ก็เพราะล้มลุกคลุกคลานมานักต่อนัก ทั้งลื่นลม ทั้งเฉียวชน สารพัดจะโดน แต่ก็รอดเติบโตมาได้ทุกวันนี้
ก็เลยกะว่าจะรวบรวมเทคนิกการใช้รถใช้ถนน ฉบับบ้านๆ (คิดเอาเองเลยนะเนี่ย) มาฝากกัน
- มารยาทในการใช้ไฟส่องทางและไฟสัญญาณรอบรถ
- ไฟส่องทาง (ไฟหน้า) -- ในเวลาที่แสดงสว่างธรรมชาติไม่เพียงพอ ทุกคนจะต้องใช้ไฟหน้ารถแน่นอน (จะบอกทำไม ?) ในการใช้ไฟหน้า ควรจะเปิดแต่ไฟต่ำ ไฟสูง ไม่ควรเปิดถ้าไม่จำเป็น (จำเป็น = ถนนไม่มีไฟทาง และไม่มีรถวิ่งสวน / ใช้สำหรับ แจ้งเตือนรถที่อยู่ด้านหน้า) หากมีการขับขี่รถสวนกัน ถ้าเปิดไฟสูงอยู่ควรรีบลดไฟลง เพราะว่าความมืด ก็ทำให้มองทางยากอยู่แล้ว ถ้าเจอไฟสูงส่องเข้าตาอีก ยิ่งมองไม่เห็นอะไรเลย อาจเกิดอันตรายได้
- ไฟสัญญาณ ซ้าย-ขวา -- เวลาที่จะต้องเปลี่ยนเลน เลี้ยวเข้าซอย หรือเลี้ยวตรงทางแยก ไฟสัญญาณซ้าย-ขวา ก็มีความจำเป็นเช่นกัน (ก็รู้แล้วอ่ะ !) ในการเลี้ยวควรให้สัญญาณ ล่วงหน้าอย่างน้อย 30 เมตร และการให้สัญญาณควรทำเป็นสองขั้นตอน (สมมติว่าต้องการเลี้ยวซ้ายในแยกด้านหน้า - ขั้นแรก ให้เปิดสัญญาณไฟด้านซ้าย เพื่อให้รถที่ตามมาทราบว่าเราต้องการจะเลี้ยวซ้าย - ขั้นที่สอง เมื่อถึงทางแยกเราจะต้องชลอรถเพื่อให้รถทางตรงไปก่อน และเราค่อยขับต่อไปเมื่อถนนว่างๆ ในระหว่างที่รอเลี้ยวให้เราเปิดสัญญาณด้านขวา เพื่อบอกให้รถทางตรงทราบว่าเราจะเข้ามาร่วมเส้นทางด้วย เพราะรถทางตรงจะได้ชลอความเร็วและให้เราขัยต่อไปได้) -- อธิบายซะยาวเลย
- มารยาทในการใช้ถนน
- การใช้ถนนกับเส้นทึบ -- ตามกฏหมายเส้นทึบหมายถึง ห้ามข้ามเส้นโดยเด็ดขาด (เส้นประหมายถึง ข้ามเส้นได้ถ้าปลอดภัย) บนถนนในกทม.ทุกวันนี้มีเส้นทึบ เส้นประอยู่บนถนนเต็มไปหมด โดยเฉพาะบนทางด่วน (อันนี้ไม่เคยขี่ขึ้นไปดูเองหรอก ได้แต่นั่งรถคนอื่น เพราะมอ'ไซด์ห้ามขึ้น) บางแห่งการข้ามเส้นทึบ มีผลถึงโรงพักเลยทีเดียวเพราะ จะมีคุณตำรวจจราจร คอยหาผลประโยชน์บนความปลอดภัย ของประชนชนคอยดูอยู่ และอย่างที่โฆษณา การไม่ข้ามเส้นทึบเป็นสิ่งที่ปลอดภัย เราควรจะทำตามระเบียบบ้านเมือง
- การใช้ถนนกับเส้นประ -- อย่างที่บอกเส้นประหมายถึงข้ามเส้นได้ถ้าปลอดภัย คำว่าข้ามเส้น ก็ข้ามไปเลย ไม่ใช่คร่อมเส้นคอยกันท่าคนอื่น (ทุกคนควรมีคติประจำใจในการเปลี่ยนเลนว่า รถใหญ่ไม่ควรทำเป็นรถเล็ก รถเล็กไม่ควรทำเป็นรถใหญ่ (อธิบาย - รถเก๋งไม่ควรวิ่งครอมเลน เพราะถ้าในช่วงรถติดมอ'ไซด์ จะคอยอาศัยช่องว่าระหว่างเลน ซิกแซก ไปเรื่อย ถ้าเจอรถเก๋งขวางอยู่ก็อาจจะมีการแอบด่ากันได้ - รถมอ'ไซด์ก็ไม่ควรทำตัวเองใหญ่คับเลย ควรทำตัวให้เรียบร้อยไม่กันทางรถคันอื่นไม่ให้แซงเราไป
- Tips ในการรอดพ้นจากตำรวจจราจร ในการณีที่ขี่มอ'ไซด์
- ใส่หมวกทุกครั้ง -- หมวกกันน๊อกนะ ไม่ใช่หมวกแก๊ป และถ้ามีผู้โดยสารก็ควรมีหมวกด้วยเช่นกัน (ไม่ควรคิดว่าไปส่งเพื่อนแค่นี้ 2-3 ช่วงถนนไม่เป็นไร ตำรวจเค้าไม่คิดเหมือนเรานะ ออกไปนิดเดียวก็โดนจับได้)
- มีกระจกให้ครบสองอัน -- บางคนบอกว่ากระจกส่องหลังที่ติดมากับรถมันใหญ่ไป ก็สามารถหาอันที่เราชอบมาใส่ก็ได้ แต่ต้องสองข้างนะ ตำรวจจะได้ดูว่ามีอุปกรณ์ เพื่อความปลอดภัยครบถ้วย (ส่วนอันอื่นๆ รถเดิมๆ ไม่โดนจับอยู่แล้ว)
- พกใบขับขี่ และสำเนารถติดตัวเสมอ -- เนื่องจากตำรวจจราจรบางพื้นที่ชอบตั้งด่านจับรถวิ่งขวา รถขึ้นสะพานแล้ว บางทีเราขับตามกฎทุกอย่างยังเรียกเราไปตรวจเอกสารอีก อันนี้ก็จะเป็นเครื่องกันภัยให้เราเช่นกัน ถ้าเอกสารครบก็ปลอดภัย
- ขับขี่ด้วยความใจเย็น ชิดซ้ายไว้ก่อน -- ถ้าเกิดเราใจร้อน ออกขวายาวๆ สักระยะหนึ่งอาจจะโดนเรียกได้ (ควรขับเร็ว แต่คิดซะว่า ซ้ายไว้ก่อนปลอดภัย)
- อย่าพยายามเดาใจตำรวจ -- การที่คิดจะเดาใจตำรวจนั้นเป็นความคิดที่ผิดตั้งแต่ตน ลองตั้งข้อสังเกตว่า วันไหนเราเดาว่าไม่มีตำรวจ เกือบทุกครั้งก็ต้องได้คุยกัน ให้คิดเสมอว่า ตำรวจแอบตั้งด่านอยู่สุดสะพาน อยู่เลยเลี้ยว ให้ทำตัวตามกฎหมาย และจะสามารถผ่านไปโดยไม่มีปัญหา
ตอนนี้นึกออกแค่นี้ ถ้ามีเพิ่มเติมจะมาโพสต่อวันหน้า
เมื่อตอนที่ไปสอบใบขับขี่ มีคำหนึ่งที่เจ้าหน้าที่บอกเอาไว้และเชื่อได้ก็คือ 1. ระวังอย่าไปชนกับใคร 2. ระวังอย่าให้ใครมาชนเรา 3. และระวังอย่าทำให้คนอื่นเค้าชนกัน (อันนี้สำคัญเหมือนกันนะ)
สุดท้ายก่อนจะจบเรื่องขับรถ ผู้ที่ขับขี่รถทุกคนควรจะมีจินตนาการในการใช้รถใช้ถนน เพราะจะได้ดูได้ อ่านเกมออก ว่าสถานการณ์ด้านหน้าเราเป็นอย่างไร เราจะขับขี่ต่อไปได้อย่างไร ควรเร่งควรผ่อน ดูจังหวะให้เป็น และทุกคนบนท้องถนนก็จะใช้รถร่วมกันอย่างมีความสุด
สุดท้ายอีกที มีคนกล่าวไว้ว่า ควรขับขี่ด้วยความเร็วสูงเมื่ออยู่ในกระแสรถที่ใช้ความเร็วสูง และจงขับขี่ด้วยความเร็วต่ำเมื่ออยู่ในกระแสรถที่ใช้ความเร็วต่ำ อันนี้ก็จริงอีก เพราะถ้าคนอื่นช้าเราเร็ว ก็ชนกันได้ และถ้าคนอื่นเราเราช้า เค้าก็อาจจะมาชนเรา ก็ขอให้ทุกคนที่ขับขี่รถ ใช้รถใช้ถนนด้วยความระมัดระวัง คาดเข็มขัดทุกครั้งที่ใส่กางเกง!
ปล. ผลการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล หมายเลขสลาก 176318 ประจำวันที่ 16/01/48 ท่านไม่ถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลค่ะ -_- !!
Poakpong's Blog | 2 Comments
คนที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครนั้น คงได้เห็นผลงานชิ้นโบว์แดง ของอดีตผู้ว่าฯ สมัคร นั่นก็คือ CountDown นับถอยหลังที่สี่แยกไฟแดง มันเป็นสิ่งใหม่
สำหรับคนกรุงเทพฯ และเป็นสิ่งที่ดี (ถ้าใช้ให้เป็น ในความคิดผม) เมื่อก่อนตอนติดตั้งใหม่ๆ นั่นเป็นความตื่นเต้น คนใช้ถนนมีความสนุกสนานในการนับ(รึเปล่า?)
ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบการ CountDown ตามสี่แยกไฟแดงทั่วไป

แต่ช่วงหลังนี้ มีบุคคลกลุ่มหนึ่งทำให้การทำงานของ CountDown ไม่เป็นไปตามปกติ กลุ่มคนเหล่านั้นคือ ตำรวจจราจรนั่นเอง การทำงานของตำรวจจราจรนั้น
ขัดแย้งกับ สัญญาณ CountDown ของอดีตผู้ว่าฯ สมัคร อย่างสิ้นเชิง
ตำรวจจราจร นั้นใช้วิจารณญาณด้วยสายตา+ความคิดตำรวจจราจรเอง ซึ่งนั่นเป็นความคิดที่ผิด จากที่เคยติดอยู่ในสถานการณ์บนถนน ณ สี่แยกไฟแดงแห่งหนึ่ง
ถนนที่ติดไฟแดงอยู่บนถนนสายรอง ตำรวจปล่อยให้รถบนถนนสายหลักผ่านแยกไปอย่างยาวนาน จนถึงนานมาก แต่พอเปิดไฟเขียวให้ถนนสายรอง นั้นแสนสั้น
จนบางทีก็อดคิดไม่ได้ว่า รถเก๋งบางคันจะเข้าเกียร์ทันรึเปล่า เพราะว่าไฟแดงอีกแล้ว
แล้ว CountDown ล่ะ มีไว้ทำไม นั่นคือคำถามที่หลายคนคงสงสัย CountDown ก็กลายสภาพไปเป็น CountUp ไปโดยอัตโนมัติ นับเลขกันไปเรื่อยๆ 1, 2, 3, 4, 5, ...
จนกว่าจะไฟเขียว ในบางที่ถึงกับปิดความสามารถในการนับเลขไปเลย เพราะตำรวจจราจรไทย อายที่จะเปิด CountDown คราวละ 300-500 วินาที (หรือบางที่มากกว่านั้น) ซึ่งเป็นอะไรที่ไม่น่าดู
จนเคยมีคนกล่าวว่า ตำรวจจราจรนั่นแหละ เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การจราจรติดขัด มากกว่าที่จะช่วยบรรเทาการจราจร (ซึ่งผมก็คิดว่านั่นเป็นความจริง)
Poakpong's Blog | 2 Comments
คนที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครนั้น คงได้เห็นผลงานชิ้นโบว์แดง ชิ้นหนึ่งของอดีตผู้ว่าฯ กทม. สมัคร สุนทรเวช นั่นก็คือ CountDown นับถอยหลังที่สี่แยกไฟแดง
มันเป็นสิ่งใหม่สำหรับคนกรุงเทพฯ และเป็นสิ่งที่ดี (ถ้าใช้ให้เป็น ในความคิดผม) เมื่อก่อนคนที่ขับรถพอถึงสี่แยกไฟแดง ก็ต้องรอแบบไร้ความหวัง ว่าเมื่อไหร่จะไฟเขียว
แต่เมื่อมี CountDown อัจฉริยะ ทำให้คนที่ติดไฟแดงนั้นได้เตรียมตัว หรือว่าถ้าหากมองเห็นไฟเขียน แล้วยังมีเวลาจะได้เร่งเครื่องให้ผ่านไป แต่ถ้าคิดว่าไม่ทันแน่ๆ
ก็ชลอรถให้มาหยุดที่เส้นแนวพอดี ลดปัญหาการฝ่าไฟแดงไปได้เยอะ
ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ขับขี่รถ(จักรยานยนตร์) ไปส่ง-รับงานกลับมาทำที่บ้านเกือบทุกวัน เหมือนกับเป็นกิจวัตรประจำวันก็ว่าได้ และเมื่อวันไหนต้องผ่านถนน
ที่มีสี่แยกเยอะๆ ตัวเลข CountDown นี่ก็ช่วยให้ผมมีความสนุกกับการขับขี่มากขึ้นไปอีก มันไม่ทำให้สุขภาพจิตเสีย ใช้จินตนาการในเชิงสร้างสรรค์ (โม้ไปโน่น...)
ลองคิดดูถ้าหากไม่มี CountDown ก็คงจะเครียดมากกว่านี้ ไม่รู้ต้องติดไฟแดงอีกนานมั้ย คิดไปเรื่อยเปื่อย
ขอบคุณคุณสมัคร อีกทีที่นำเครื่องนับเวลามาติดในกรุงเทพฯ แม้จะไม่ครบทุกแยกก็พอ และหวังว่าผู้ว่าฯ คนใหม่ จะทำให้มันครบทุกแยกในกรุงเทพฯ เพื่อความสนุกสนาน ไม่เครียดของชาวกรุงเทพฯ ต่อไป
Poakpong's Blog | 2 Comments
