ย้อนรอย Mac OS X ตระกูลเสือ สู่การปลดปล่อย 10.4 “ไทเกอร์”

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2548 ผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์แมคอินทอช (Macintosh) ต่างตื่นเต้นกับระบบปฏิบัติการ (Operating System: OS) ตัวใหม่ คือ Mac OS X 10.4 โค้ดเนม Tiger (ไทเกอร์) ที่บริษัทแอปเปิล ได้ประกาศวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ พร้อมกันในวันเปิดตัวว่า “Unleashed Tiger”

ข้อมูลจาก เว็บไซต์ macdd.com ระบุว่า Mac OS รุ่นล่าสุดขณะนี้ คือ รุ่นที่ 10 เรียกแบบเป็นทางการว่า “แมค โอเอส เท็น” อย่าเรียกผิดเป็นเอ็กซ์ เพราะสัญญลักษณ์ X เป็นเลขสิบโรมัน โดย Mac OS X ออกมาก่อนหน้านี้ 4 เวอร์ชัน และเป็นโค้ดเนมตระกูลเสือหมดเลย ได้แก่ ชีต้า (Cheetah), พูม่า (Puma), จากัวร์ (Jaguar) และ แพนเธอร์ (Panther) ส่วน ไทเกอร์ (Tiger) เป็นตัวที่ 5 ในสายพันธุ์ และมากับฟีเจอร์ใหม่ๆอีกกว่า 200 ตัว แต่กว่าจะมาเป็นไทเกอร์ได้ ก็มีหลายช่วงที่ แมค โอเอส ต้องล้มลุกคลุกคลานมากพอสมควร ย้อนไปเมื่อแอปเปิลประกาศออกระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ที่ต่างจาก แมค โอเอส 8.0 เวอร์ชันดั้งเดิม บนรากฐานของ OPENSTEP ถือเป็นการก้าวกระโดดมากทีเดียว (จาก 8 ไป 10)

สิ่งที่ Apple ต้องการให้เกิดขึ้นอย่างที่สุด ก็คือการเปลี่ยนแปลงใน OS ที่มีรากฐานจาก OPENSTEP อย่างราบรื่นและรวดเร็วที่สุด และ แอปเปิล ก็ยังคงมีการบ้านอีกหลายข้อที่ต้องแก้ เพราะว่าเรื่องดังกล่าวจะเป็นไปได้ในกรณีเดียว ก็คือ ผู้ใช้คอมพิวเตอร์แมคฯ ต้องเปลี่ยนมาใช้ระบบปฏิบัติการใหม่นี้ ให้เร็วที่สุด ในสภาพปัญหาที่น้อยที่สุด และยิ่งกว่านั้น ผู้ผลิตและพัฒนาซอฟต์แวร์ยังต้องการให้โปรแกรม ที่พวกเขามีอยู่แล้วทำงานได้ในฐานะประชากรชั้นหนึ่งของระบบใหม่ โดยที่ไม่ต้องเขียนโปรแกรมนั้นใหม่ทั้งหมด การที่แอปเปิลจะพัฒนาโอเอสข้ามเวอร์ชัน อาจเป็นเหตุให้ผู้ใช้ไม่กล้าจะเปลี่ยนไปใช้ Mac OS X

จากปัจจัยเหล่านี้ ทำให้ Apple ต้องการระบบปฏิบัติการพระรองตัวที่สองที่จะมาทำหน้าที่ช่วยเชื่อมต่อ Mac OS ในขณะนั้นกับ Mac OS X และเนื่องจากความไม่พร้อมที่จะออกมาสู่ตลาดของ Mac OS X ทำให้บทบาทของพระรองตัวนี้คือ ต้องอยู่ช่วยพระเอกจนกว่าพระเอกจะเก่งพอที่จะเผชิญโลกกว้างได้เพียงลำพัง และโอเอสที่ว่านี้ ก็ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาในชื่อรหัส "Sonata” หรือ Mac OS 9.0 (Classic Mac OS ตัวสุดท้าย) ที่จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนไปเป็น Mac OS X ได้ง่ายขึ้น ทันทีที่พัฒนาเสร็จสมบูรณ์เพียงพอ โดยส่วนสำคัญที่จะช่วยการเปลี่ยนแปลงในเวลาต่อมา ก็คือการทำงานใน โหมดจำลองระบบ (emulator mode) ของ Mac OS X หรือที่รู้จักกันดีทุกวันนี้ในชื่อของ "Classic environment" นั่นเอง

และแล้วหลังจากที่แอปเปิลผ่านอุปสรรคต่างๆ ในวันที่ 24 มีนาคม ค.ศ. 2001 ระบบปฏิบัติการ Mac OS X ตัวแรกก็เผยโฉมออกมาในชื่อ “ชีต้า” และแอปเปิลได้บรรจุโปรแกรม iLife ใส่มาเป็นครั้งแรกด้วย แต่ด้วยความใหม่และยังมีปัญหาของระบบภายใน จึงทำให้เสือตัวแรกมีอายุไม่ยืน เพราะเดือนกันยายน ปีเดียวกัน “พูมา” เสือตัวที่สองก็ออกตามมาและเป็นเวอร์ชันที่ลูกค้ายอมรับว่าใช้งานได้จริง โดยเฉพาะงานด้านมัลติมีเดียมาถึงตรงนี้ แอปเปิลได้ส่งสัญญาณแก่นักพัฒนาโปรแกรมแล้วว่า

“ขอให้เลิกสงสัยใน Mac OS X แล้วหันมาพัฒนาโปรแกรมแบบจริงจังได้แล้ว เพราะเมื่อถึงช่วงเวลานี้ Mac OS 9 ถึงจุดสุดท้ายในฐานะพี่เลี้ยงที่แสนดีของ Mac OS X แล้ว”

ทั้งนี้ในงาน World Wide Developer Conference (WWDC) เมื่อปี 2002 สตีฟ จ็อบส์ ได้กล่าวถึง Mac OS X ตัวใหม่ “จากัวร์” และได้จัด "พิธีอำลา" ให้กับ Mac OS 9 เพื่อให้เหล่านักพัฒนาซอฟต์แวร์ได้เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่พวกเขาจะบอกลา Classic Mac OS และเดินหน้าเต็มตัวในการสร้างโปรแกรมสำหรับ Mac OS X และงาน WWDC นี้เอง ที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุค MAC OS X อย่างแท้จริง เมื่อ Apple ได้นำเอาจากัวร์ออกมาให้ทุกคนดูเป็นครั้งแรก ในวันที่ 24 สิงหาคม 2002 Apple ก็ได้ปล่อย Mac OS X รุ่น 10.2 ที่ใช้ชื่อว่า Jaguar ออกมาสู่ตลอด โดย จากัวร์ ถือว่าเป็นรุ่นที่พัฒนาไปจาก พูมา มากในเชิงเทคนิค และได้เพิ่มความสามารถและเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างมากมาย ในระดับโครงสร้างพื้นฐานหลายตัว ที่ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของ Mac OS X มาจนถึงทุกวันนี้

เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ว่านั้น ได้แก่ Rendezvous ที่เป็นเทคโนโลยี auto-configuration networking ที่ใช้ระบบ ZeroConf (zero-configuration) นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มระบบในการวาดหน้าจอใหม่ ที่เป็นวิวัฒนาการของระบบ Quartz ในชื่อ Quartz Extreme โดยย้ายการประมวลผลสำหรับการวาดหน้าสิ่งต่างๆ บนหน้าจอไปอยู่บน Graphics Processing Unit (GPU) สำหรับเครื่องที่มีหน่วยความจำของระบบการแสดงผลมากกว่า 16MB นอกจากนี้ ยังมีระบบควบคุม LCD-antialiasing สำหรับเรื่องระบบ video & audio นั้น ก็มีการเพิ่มการซัพพอร์ท MPEG4 และ AAC ที่เป็นมาตรฐานภาพและเสียงใหม่ล่าสุดในขณะนั้น

ต่อมาในปี 2003 แอปเปิลได้ประกาศ Mac OS X เวอร์ชันใหม่ “แพนเธอร์” ที่มีฟีเจอร์ใหม่กว่าจากัวร์ถึง 150 รายการ อาทิ Finder ตัวใหม่ ที่ได้รับการเพิ่มระบบ real-time search (คล้ายๆ กับ iTunes) ที่มีความเร็วสูง และ sidebar ที่สามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการ ขณะที่ TextEdit ก็ได้รับการพัฒนาให้ซัพพอร์ทไฟล์จาก Microsoft Word ระบบรักษาความปลอดภัย FileVault ที่เข้ารหัส Home folder ของผู้ใช้ เพื่อไม่ให้คนอื่นสามารถอ่านข้อมูลที่สำคัญได้ iChat AV ที่เพิ่มระบบ Audio/Video conference และ Expose ที่เรียกเสียงฮือฮาอย่างมาก เมื่อกดปุ่มเพียงปุ่มเดียว หน้าต่างของแต่ละโปรแกรมทุกหน้าต่าง จะถูกย่อขนาดให้เล็กลงอย่างเหมาะสม และยังคงทำงานอยู่ เป็นต้น และเมื่อเวลาผ่านไป 1 ปีครึ่งก็ถึงเวลาของเสือตัวใหม่ นั่นคือ...ไทเกอร์

นายสตีฟ จ็อบส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอปเปิล อธิบายถึงฟีเจอร์ใหม่ๆ ของไทเกอร์ในงาน WWDC 2004 ว่า อันดับแรกเป็นที่ทราบว่า Mac OS X มีคอร์ของระบบที่เป็น UNIX Based และไทเกอร์ก็ได้รับการปรับปรุงระบบภายในพอสมควร นอกจากนี้ ไทเกอร์ยังสนับสนุนการทำงานระดับ 64 บิต ที่ประกอบด้วย 64 Bit Visual Memory Access สำหรับกระบวนการทำงานต่างๆ ของ 64 Bit System library, LP64 ใน GCC Compiler และยังใช้โปรแกรม 32 บิตได้ ด้วยการสนับสนุน 64 บิตนี้ ทำให้แต่ละโปรแกรมสามารถใช้หน่วยความจำได้มากกว่า 32 บิต เหมาะกับโปรแกรมที่ต้องการใช้หน่วยความจำมหาศาล เช่น การตัดต่อภาพขนาดใหญ่ หรือการวิเคราะห์ข้อมูลทางพันธุศาสตร์ (DNA) เป็นต้น

ซีอีโอของแอปเปิล อธิบายต่อว่า ในเมื่อโลกใบนี้ ยังถูกครอบครองโดยวินโดวส์ ของไมโครซอฟท์ “ไทเกอร์” ก็ได้ปรับปรุงหลายอย่าง เพื่อให้เป็นประชากรที่ดีในโลกของวินโดวส์ นั่นคือ ทำให้ผู้ใช้แมคพบปัญหาน้อยลง ในเวลาที่เชื่อมต่อหรือทำงานร่วมกับระบบวินโดวส์ เช่น สนับสนุนการอ่านไฟล์ไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ สำหรับผู้ใช้แมคที่จะเข้าไปยัง Directory Home ของวินโดวส์ และการตรวจสอบผู้ใช้จาก Active Directory ของไมโครซอฟท์

จ็อบส์ ยังกล่าวถึงฟีเจอร์ใหม่อีกว่า ในไทเกอร์จะมี Spotlight ที่มีลักษณะคล้ายกับ Search Feature ใน iTunes เป็นการปฏิวัติเทคโนโลยีการค้นหาบนเครื่องตั้งโต๊ะ ที่ช่วยให้ผู้ใช้ค้นหาสิ่งต่างๆ ที่เก็บอยู่ในเครื่องได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นไฟล์เอกสาร อีเมล์ รายละเอียดบุคคล รวมถึง รูปภาพ และ Dashboard วิธีใหม่ที่จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญๆได้ทันที เช่น ราคาหุ้น พยากรณ์อากาศ ด้วยการใช้แอพลิเคชันที่เรียกว่า Widgets เพียงผู้ใช้เครื่องแมค กดปุ่ม F12 Widgets เหล่านี้จะโผล่ออกมาให้เลือกใช้งานทันที

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอปเปิล อธิบายถึงฟีเจอร์ใหม่ในโปรแกรมบราวเซอร์ ซาฟารี (Safari) ว่า จะมี RSS (Reality Simple Syndication) ที่เป็นระบบการนำเสนอข่าวสารแบบใหม่ ที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบัน เพราะเป็นการนำเสนอข่าวสารล้วนๆ ไม่มีโฆษณามาให้จุกจิกกวนใจในรูปแบบเรียบง่ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของบทความ ข่าวพาดหัว เว็บล็อก การแสดงรูปภาพแบบสไลด์โชว์ และระบบควบคุมการเข้าเว็บไซต์ Automator เป็นโปรแกรมช่วยในการสร้าง Workflow สำหรับงานที่ต้องทำซ้ำไปซ้ำมา โดยที่ผู้ใช้

เพียง Drag & Drop เท่านั้น สามารถทำงานร่วมกับโปรแกรมต่างๆ อาทิ iLife, iCal, Safari และอื่นๆ อีกทั้งยังเก็บเวิร์คโฟลว์ที่สร้างไว้ไปใช้งานในครั้งต่อไปได้อีกด้วย

ด้าน นายรวิทัต ภู่หลำ นักเขียนด้านไอที เว็บไซต์ แมคดีดี ดอทคอม ให้ความเห็นเกี่ยวกับ Mac OS X Tiger ว่า ต้องยอมรับว่าจากการได้อ่านปาฐกถาเปิดตัวระบบนี้ ของสตีฟ จ็อบส์แล้ว ต้องถือว่าเป็นโอเอสที่ค่อนข้างหน้าสนใจมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยี Spotlight ที่จะเปลี่ยนการใช้งานของผู้ใช้คอมพิวเตอร์หลายๆคน ในเรื่องระบบค้นหาแบบกว้าง และสมาร์ทโฟลเดอร์ อีกทั้ง Software Developer Kit: SDK หลายๆตัวที่แอปเปิลได้แจกจ่ายให้กับนักพัฒนาในงาน WWDC เพื่อเปิดโอกาสให้นักพัฒนาโปรแกรมทั้งมืออาชีพ และมือสมัครเล่น จากบริษัทใหญ่ๆ ตลอดจนนักพัฒนาเดี่ยวๆที่ทำเป็นงานหลัก หรืองานอดิเรกพัฒนาโปรแกรมได้ง่ายขึ้น

เนื่องจากนักพัฒนาจะโฟกัสไปที่โปรแกรมในระดับ User Interaction และ User Experience ได้มากขึ้น โดยที่ตัวระบบ Mac OS X จะจัดการปัญหาในระดับ Low Level ให้เอง จึงคิดว่าจำนวนโปรแกรมบนเครื่องแมคน่าจะเพิ่มมากขึ้นอีกในอนาคตอันใกล้นี้ ส่วนฟีเจอร์อีกตัวที่น่าสนใจคือ Automator ที่ช่วยในการทำงานแบบตามขั้นตอนอัตโนมัติ ด้วยการ Drag - Drop & Select ที่ช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น และน่าจะเป็นการสอนแนวคิดเบื้องต้นสำหรับการเขียนโปรแกรม แก่ผู้ใช้ทั่วไปได้ง่ายขึ้นพอสมควร ดังนั้น การเขียนโปรแกรมในลักษณะนี้อาจไม่ใช่เรื่องไกลตัว อีกต่อไป

ทั้งหมดนี้คือ เส้นทางการพัฒนาของระบบปฏิบัติการ Mac OS X ไทเกอร์ เสือโครงตัวล่าสุดจากแอปเปิล ที่จะเป็นโอเอสในฝันของประชาชนชาวแมคอินทอช ให้ทำงานได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น ลดปัญหาในการติดต่อกับวินโดวส์ของไมโครซอฟท์

จากเรื่องราวทั้งหมดที่กล่าวมา หลายคนคงรู้สึกว่า เครื่องแมค ไม่ได้ใช้ยากหรือซับซ้อนอีกต่อไป แต่เป็นพีซีอีกแบบที่ทรงประสิทธิภาพแต่ไม่ได้ใช้โอเอส เป็นวินโดวส์ที่กำลังถูกไวรัส หนอนอินเทอร์เน็ต แอดแวร์ สปายแวร์ บุกเจาะง่ายๆเท่านั้น...

โดย จุลดิส รัตนคำแปง

itdigest@thairath.co.th

ขอบคุณ บทความจาก นสพ.ไทยรัฐ