ใครสามารถเสนอแก้ไข รธน. ฉบับ 2550 ได้บ้าง ?

คอลัมน์ โต๊ะกลมระดมความคิด หน้า 04A หนังสือพิมพ์โลกวันนี้ (ฉบับ ศุกร์ 9 พ.ค. 2551) อธิบายเอาไว้ ผมขอคัดมาเผยแพร่ต่อ ในเฉพาะบางส่วนนะครับ

เมื่อเสียงข้างน้อยเป็นใหญ่ ประเทศจะไปอย่างไร ?

[...]

มาตรา 291 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้กระทำตามหลักเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้

(1) ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมต้องมาจากคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้า ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้า ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าหน้าหมื่นคน ตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย...

ยกเอามาตรา 291 มาให้พิจารณาสำรวจไปอย่างไรแล้วพิจารณากันในทุกๆ แง่ หรือเอา มาตรา 3 ที่ระบุให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม

...คือสรุปความว่าการที่พรรคร่วมรัฐบาลจะขอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 มิว่าจากคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามจำนวนที่รัฐธรรมนุญได้บัญญัติเอาไว้ มันก็ไม่เห็นมีพฤติกรรมอันใดขัดต่อหลักนิติธรรมทั้งสิ้น... และนี่ยังถือเป็นการปฏิบัติโดยเคร่งครัดต่อรัฐธรรมนูญ แม้ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญในลักษณะผลไม้พิษ จากผลิตภัณฑ์ของเครือข่ายเผด็จการด้วยซ้ำ ?

ไม่มีมาตราใดของรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ที่ชี้ชัดว่าจะต้องกระทำการลงประชามติเสียก่อน จึงจะแก้ไขเพิ่มเติมได้ ในมาตรา 165 คงเพียงบัญญัติเอาไว้ว่า "ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งย่อมมีการออกเสียงประชามติ การจัดให้มีการออกเสียงประชามติให้กระทำได้ในเหตุดังต่อไปนี้ (1) ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่ากิจการในเรื่องใดอาจกระทบถึงประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติ หรือประชาชน นายกรัฐมนตรีอาจปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภาเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีการออกเสียงประชามติได้..."

สาระของมาตรา 165 เห็นจะอยู่ตรงนี้เอง ทีนี้น่าจะเป็นวินิจฉัยว่าการคงอยู่ของรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 มันอาจเป็นผลกระทบถึงประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติหรือประชาชนกันสักแค่ไหน ? เมื่อพิจารณาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว เรื่องราวของการลงประชามติยังเป็นดุลพินิจของผู้เป็นนายกรัฐมนตรี... มันมิใช่เป็นไปดั่งทุกวันนี้ที่การปาวๆ ลงประชามติล้วนเป็นขอเสนอแบบ "บีบบังคับ" ของกลุ่มแกนนำพรรคฝ่ายค้าน และกลุ่มแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย...

[...]

ประเด็นต้านไม่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสียงส่วนน้อยออกมาข่มขู่เป็นรายวัน บังคับให้เสียงส่วนมากต้องกระทำทุกอย่างไปตามความต้องการของเสียงส่วนน้อย ถ้าไม่ทำตามก็บอกว่า "รับรองบ้านเมืองวิกฤตแหงๆ..." แม้กระทั่งหัวหน้าพรรคการเมือง "บางพรรค" ยังสมัครใจเข้าร่วมขบวนการคัดค้านด้วย ซึ่งไม่รู้ว่าทานจะเอาหลักการอะไร ? แล้วยังมีความต้องการอะไรกันแน่ ?

[...]